
บริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้นักลงทุนปี’53
....รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ [email protected]
ทุกๆ ปี โครงการปริญญาเอกทางการเงินของ NIDA Business School จะทำการรวบรวมข้อมูลทางการเงินของบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นอเมริกา เพื่อจะดูว่าบริษัทใดที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้กับนักลงทุนในทั้งสองตลาด
อันที่จริงบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาก็เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย และในตลาดหุ้นอเมริกาไม่ใช่มีเฉพาะบริษัทอเมริกาที่จดทะเบียนเท่านั้น แต่มีบริษัทชั้นนำของประเทศต่างๆ นำหุ้นเข้าจดทะเบียนด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น งานวิจัยที่ทำเป็นประจำปีฉบับนี้จึงดูทั้งระดับในประเทศและระดับโลก
เทคนิคที่ใช้คือ การหามูลค่าเพิ่มด้านราคาตลาดหรือที่เรียกสั้นๆ ว่า MVA (Market Value Added) แนวคิดของหลักการนี้คือ ในแต่ละปีผู้บริหารของบริษัทชั้นนำในประเทศไทยและในโลกสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน โดยการดูส่วนต่าง ระหว่างมูลค่าในราคาตลาดของบริษัท (หรือมูลค่าของบริษัทที่ตลาดให้การยอมรับ) เทียบกับเงินที่นักลงทุนใส่เข้าไปในบริษัท
ถ้า MVA เป็นบวก หรือผู้บริหารสามารถสร้างมูลค่าตลาดได้เหนือกว่าเงินลงทุนก็ถือว่าการบริหารมีประสิทธิผล (Managerial Effectiveness) แต่ถ้า MVA ติดลบ ก็แสดงว่าผู้บริหารได้ทำลายมูลค่าของเงินลงทุนที่นักลงทุนใส่เข้าไปในบริษัท
นอกจากนั้น จะมีการเปรียบเทียบ MVA ในแต่ละปีเพื่อวัดผลการดำเนินงานในเชิงที่ว่า ในปีที่ผ่านมาผู้บริหารสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นมากน้อยแค่ไหน และถึงแม้ MVA จะไม่ติดลบ แต่ถ้าน้อยลงก็แสดงว่าผู้บริหารได้ทำลายมูลค่าในระหว่างปีที่ผ่านมาเช่นกัน
ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะในส่วนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่ผลปรากฏว่า บริษัท ปตท. ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของบริษัทที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้กับนักลงทุนในปีที่ผ่านมา โดยสร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 4.8 แสนล้านบาท มากกว่าปีที่แล้วที่สร้างไว้ 2.7 แสนล้านบาทเกือบเท่าตัว ทำให้เบียดที่หนึ่งในปีก่อนหน้านี้คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. ที่ปีที่แล้วทำได้ 4.1 แสนล้านบาท มากกว่าปีก่อนหน้าที่สร้างไว้ 3.4 แสนล้านบาท ประมาณ 20%
ส่วนที่ 3 เป็นของเอสซีจี หรือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เจ้าเก่าที่สร้างมูลค่าเพิ่มในปี 2553 กว่า 3 แสนล้านบาท มากกว่าปี 2552 ที่สร้างไว้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท เกือบเท่าตัวเช่นเดียวกับ ปตท.
ที่เซอร์ไพรส์กลับเป็นอันดับ 4 เพราะธนาคารไทยพาณิชย์ ชิงตำแหน่งนี้ เพราะเกือบ 10 ปี ที่คณะวิจัยเก็บข้อมูลจัดอันดับ MVA ของบริษัทไทย จะมี 4 บริษัทเจ้าประจำที่ครองอันดับต้นมาโดยตลอดคือ ปตท. ปตท.สผ. ปูนซิเมนต์ไทย และเอไอเอส หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ซึ่งปีที่ผ่านมากลับตกลงไปเป็นอันดับ 5 และ MVA แม้จะเป็นบวก แต่ต่ำกว่าปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่จ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง แต่ข่าวคราวเรื่องคดีและค่าปรับ ตลอดจนความไม่แน่นอนด้าน 3G คงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนน่าดู
ส่วนอันดับต่อๆ มา ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย บริษัท บ้านปู บริษัท ซีพี ออลล์ หรือเซเว่นอีเลฟเว่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ บริษัท ปตท. เคมิคอล บริษัท ไทยออยล์ และธนาคารกรุงเทพ ตามลำดับ
ส่วนบริษัทที่ MVA ติดลบหรือที่ทำลายมูลค่ามากที่สุด ทางทีมงานก็รวบรวมตัวเลขไว้เหมือนกัน แต่ขออนุญาตไม่นำเสนอในที่นี้ บอกใบ้ให้นิดก็เป็นบริษัทที่เป็นที่รู้กันดีในตลาดหลักทรัพย์ และไม่เพียงติดลบในปี 2553 เพราะค่อนข้างย่ำแย่อยู่แล้วในหลายๆ ปีที่ผ่านมา
การใช้งานของ MVA อีกประการหนึ่งคือ ใช้กำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหาร (Executive Compensation) ซึ่งในทางปฏิบัติคือการขึ้นเงินเดือนและให้โบนัส ซึ่งในปีที่ผ่านมาถือเป็นโชคดีของผู้บริหารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะราคาหุ้นวิ่งขึ้นพรวดๆ ตอนปลายปี ทำให้ MVA ปี 2553 สูงกว่าปี 2552 อย่างก้าวกระโดด และคงได้เพิ่มเงินเดือนและโบนัสกันเป็นแถว
ส่วนสิ้นปีนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องคอยดูสถานการณ์ของ
“กีฬาสี” ภายในประเทศและ “ซี้เกมส์” ระหว่างเรากับเขมรโดยเฉพาะ






