โจทย์ท้าทายรัฐบาลใหม่ สมดุลนโยบายประชานิยม รักษาความมั่นคงการคลัง
ThaiBMA ฝากรัฐบาลใหม่สร้างสมดุลระหว่างนโยบายประชานิยมกับการรักษาเสถียรภาพระยะยาว เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากสากลและป้องกันภาระทางการคลังกระทบต่อเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- รัฐบาลใหม่เผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินนโยบายประชานิยมที่ต้องใช้งบประมาณสูง กับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการคลังของประเทศในระยะยาว
- การตัดสินใจเชิงนโยบายการคลังที่รอบคอบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และมีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
- การรักษาวินัยทางการคลังเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้งของรัฐบาลและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบและภาระหนี้สินที่อาจส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง
นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ในสภาวะการณ์ปัจจุบัน นโยบายที่ถูกผลักดันและนำเสนอโดยส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็น “นโยบายประชานิยม” ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนมากในการขับเคลื่อน
การดำเนินนโยบายในรูปแบบนี้สร้างแรงกดดันต่อฐานะทางการคลังของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่บริหารประเทศจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการรักษาเสถียรภาพในระยะยาวให้ได้อย่างเหมาะสม
ประเด็นสำคัญที่ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องตระหนัก คือ รัฐมีงบประมาณที่จำกัด เมื่อตัดสินใจนำเงินไปใช้กับนโยบายใดนโยบายหนึ่งแล้ว ย่อมสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินก้อนนั้นไปใช้ในด้านอื่น ๆ
นอกจากนี้ การใช้นโยบายบางประเภทยังส่งผลให้เกิดภาระทางการคลังผูกพันในระยะยาว ซึ่งหากไม่มีการวางแผนหรือทำความเข้าใจถึงผลกระทบอย่างถ่องแท้ อาจกลายเป็นปัญหาที่กัดกร่อนความมั่นคงของประเทศในอนาคตได้
การตัดสินใจด้านนโยบายการคลังที่เฉียบคมและรอบคอบมีผลอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ ดังจะเห็นได้จากการที่การตัดสินใจเชิงนโยบายการคลังมีส่วนสำคัญต่อผลการพิจารณาจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดย Global Ratings (S&P) เช่น ในช่วงเวลาที่มีการแต่งตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ามาดูแลงานด้านการคลัง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สอดรับกับ S&P ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เป้าหมายสูงสุดที่ต้องยึดถือคือการดูแลเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคงและรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการคลังในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
“ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลเท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบ แต่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเองก็ต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยต้องมีความเข้าใจว่าการใช้เงินของรัฐผ่านนโยบายต่าง ๆ นั้นมีต้นทุนที่ต้องจ่าย การเลือกนโยบายที่เน้นเพียงความพึงพอใจในระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงวินัยทางการคลัง อาจนำไปสู่ภาระหนักอึ้งที่ส่งต่อถึงคนรุ่นหลังได้”


