เจาะทิศทางทองคำปี 69 ฝ่าปัจจัยเสี่ยง สู่เป้า 4,300 ดอลลาร์
ส่องปัจจัยขับเคลื่อนราคาทองคำปี 69 ท่ามกลางนโยบายการค้าที่ผันผวนและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ คาดแกว่ง 3,900-4,300 ดอลลาร์ แนะถือ 5-10% แนะทยอยซื้อไม่ไล่ราคา
KEY
POINTS
- Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่าราคาทองคำในปี 2569 มีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับการกระจายความเสี่ยง
- ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและการคลังสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงปลายปี
- ราคาทองคำยังมีความเสี่ยงผันผวน โดยอาจย่อตัวลงทดสอบโซน 3,900-4,000 ดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 2 หากตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
หลังจากที่ปี 2568 เป็นปีทองของสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นกว่า 60% จากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางทองคำในปี 2569 ยังคงเป็นที่จับตามองในฐานะสินทรัพย์หลักในการกระจายความเสี่ยง
Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ประเมินว่า “ทองคำ” ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับการกระจายความเสี่ยงในปี 2569 แม้ Upside จะไม่โดดเด่นเท่าปี 2568 แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และประเด็นเสถียรภาพการคลังสหรัฐฯ
ในปี 2568 ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ผู้เล่นในตลาดต่างเลือกถือครองท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินของเฟด นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) รอบโลก ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 60%
ขณะเดียวกัน ทองคำก็ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่บรรดาธนาคารกลางต่างทยอยเข้าซื้อสะสม (ประเมินว่า พฤติกรรมของธนาคารกลางจะเน้นทยอยสะสม มากกว่าไล่ราคาซื้อ) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความแข็งแกร่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserves)
ภาพดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่นำไปสู่การใช้มาตรการคว่ำบาตรกับทางรัสเซีย ทำให้บรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะในฝั่งธนาคารกลางของบรรดาประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets Central Banks) ต่างเลือกที่จะกระจายความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ เป็นสินทรัพย์อื่น ๆ อย่าง ทองคำ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยิ่งหนุนการถือครองทองคำในส่วนของธนาคารกลางเพิ่มเติม
สำหรับปี 2569 ประเมินว่า ราคาทองคำจะถูกขับเคลื่อนจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) 2. ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ (Uncertainty) และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน ซึ่งจะกระทบต่อความต้องการถือครองทองคำ โดยแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยลงเพิ่มของบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง เฟด ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ก็จะพอช่วยหนุนราคาทองคำได้บ้าง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1/2569
ทว่า บรรยากาศในตลาดการเงินที่จะทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติมอาจเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำได้พอสมควร โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/2569 ประเมินว่า ราคาทองคำก็เสี่ยงย่อตัวลงทดสอบโซน 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ราคาทองคำจะยังพอได้แรงหนุนบ้างจากแรงซื้อในจังหวะย่อตัวจากบรรดาธนาคารกลาง อีกทั้งประเด็นความกังวลต่อความเป็นอิสระในการทำงานของเฟด ในช่วงการเปลี่ยนผ่านประธานเฟด ก็อาจหนุนราคาทองคำได้บ้าง
ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้ว่าจะประเมินเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินหลัก แต่ราคาทองคำก็อาจพอได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งต้องติดตามคำตัดสินของศาลสูงสุดต่อมาตรการภาษีนำเข้าที่อ้างอิงกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
โดยประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ (Fiscal Concern) ได้ หากสุดท้ายศาลสูงสุดมีคำตัดสินเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าจากกฎหมาย IEEPA และระบุว่า ทางการสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายคืนภาษีนำเข้าที่ได้เรียกเก็บมาก่อนหน้า ประเด็นความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนการถือครองทองคำ ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาดในปี 2568
นอกจากนี้ มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน (Correction) ได้อีกครั้ง ตามแนวโน้มการเติบโตของรายได้และผลกำไรของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่จะทยอยลดลง จากช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่ระดับมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ถือว่าอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นธีม AI/Semiconductor อ่อนไหวต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มผลประกอบการได้ไม่ยาก
ส่วนในช่วงไตรมาส 4/2569 ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ก็อาจทวีความร้อนแรงขึ้น หลังครบกำหนดพักรบสงครามการค้าเป็นเวลา 1 ปี และช่วยหนุนราคาทองคำให้สามารถปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ สิ้นปี 2569 ได้
แม้จะไม่ได้มองว่า ราคาทองคำจะมี Upside ที่เยอะมากนัก เหมือนในปี 2568 แต่มองว่าทองคำจะยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนได้ดีในปี 2569 ท่ามกลางหลากปัจจัยความไม่แน่นอนในปี 2569 โดยผู้เล่นในตลาดอาจพิจารณาสัดส่วนการถือครองทองคำในพอร์ตราว 5-10% เพื่อกระจายความเสี่ยง และขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อทองคำ มากกว่า ไล่ราคาซื้อ
“การไล่ราคาซื้อทองคำในจังหวะราคาทองคำปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ในระยะสั้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว อย่าง เส้น 200 วัน อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเผชิญการปรับฐานของราคาทองคำได้”
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกราฟราคาทองคำ (XAUUSD) ใน Time Frame Weekly จะพบว่า โมเมนตัมการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงมีกำลังอยู่ ทว่า ในส่วนของ RSI ได้กลับเข้าสู่โซน Overbought ทำให้ราคาทองคำเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรเป็นระยะๆ ได้ โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นและอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ ทำให้ไม่ได้มีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำมากนักในช่วงนับจากนี้ จนถึงช่วงกลางปี 2569 โดยประเมินว่า ราคาทองคำอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้างจากโซน 3,900-4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้
ในช่วงระยะสั้น ยอมรับว่า โมเมนตัมการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำมีกำลังมากขึ้น หลังการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ แต่จะยังไม่มั่นใจว่า ราคาทองคำจะสามารถกลับสู่แนวโน้มการปรับตัวขึ้น จนกว่าราคาทองคำจะสามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างชัดเจน จากการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following


