จับตาปี 69 เงินบาทชะลอแข็งค่า ไม่ง้อ 3 มาตรการคุมเทรดทองออนไลน์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ชี้ลดดอกเบี้ยใกล้สิ้นสุด-ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า ผ่านจุดพีค หนุนทองคำปี 69 ไม่ร้อนแรง ปัจจัยหลักช่วยบาทชะลอแข็งค่า ไม่ต้องพึ่ง 3 มาตรการคุมเทรดทองออนไลน์
KEY
POINTS
- นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนคาดการณ์ว่าเงินบาทจะชะลอการแข็งค่าลงในปี 2569 เนื่องจากแนวโน้มราคาทองคำที่คาดว่าจะไม่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงเท่าปีก่อนหน้า
- ปริมาณการซื้อขายทองคำที่ลดลงตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางใกล้สิ้นสุด-ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า ผ่านจุดพีค ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท อาจทำให้ 3 มาตรการคุมเทรดทองออนไลน์ไม่มีความจำเป็น
- 3 มาตรการที่ภาครัฐพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าจากการเทรดทองคำ ประกอบด้วย การให้แพลตฟอร์มรายงานข้อมูล, การศึกษาการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ และการกำกับดูแลวงเงินโดย ธปท.
สถานการณ์ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2568 แข็งค่าขึ้น 9.4% เทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแข็งค่าขึ้นประมาณ 4.2% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีสาเหตุจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังนักลงทุนปรับคาดการณ์แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ประกอบกับปัจจัยเฉพาะของไทย โดยเฉพาะการขายเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัททองคำ หลังราคาทองคำปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งการเข้าซื้อตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติในบางจังหวะ
ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผลักดันให้การซื้อขายทองคำไปอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท รวมทั้งได้เพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัททองคำ และให้กลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำโดยละเอียด อย่างไรก็ตาม ผลต่อค่าเงินบาทจากธุรกรรมของบริษัททองคำยังคงสูงต่อเนื่อง
ล่าสุด วานนี้ (23 ธ.ค.2568) กระทรวงการคลัง ร่วมหารือกับ ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทในปัจจุบันและกำหนดแนวทางรองรับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากการประชุมร่วมกันของ 3 หน่วยงาน ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันปริมาณการซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีมูลค่ารวมสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนในบางช่วงเวลามีปริมาณการซื้อขายสูงในระดับที่ใกล้เคียงกับปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ส่งผลให้กลุ่มบริษัททองคำเข้าซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก จนบางครั้งเกิดการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิมากถึง 40-50% ของปริมาณการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิของทั้งประเทศในช่วงนั้น ๆ ซึ่งส่งผลกดดันโดยตรงต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นเร็วนำสกุลภูมิภาค และผันผวนไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
โดยเตรียมออก 3 มาตรการเชิงรุก เพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าที่มีสาเหตุหลักมาจากปริมาณธุรกรรมทองคำออนไลน์ที่สูงผิดปกติ ประกอบด้วย
1. การกำหนดให้แพลตฟอร์มทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรม: กรมสรรพากรจะกำหนดแนวทางให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องรายงานและนำส่งข้อมูลธุรกรรมให้แก่กรมสรรพากร มาตรการนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับการส่งข้อมูลของแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน เพื่อให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนในการตรวจสอบปริมาณการซื้อขาย
2. การศึกษาการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ: กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการทำธุรกรรมทองคำแท่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่ซื้อขายเพื่อการเก็งกำไรโดยไม่มีการรับมอบทองคำจริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการชะลอความร้อนแรงของธุรกรรมที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท
3. การกำกับดูแลปริมาณธุรกรรมและวงเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินการกำกับดูแลปริมาณการทำธุรกรรมทองคำให้มีความเหมาะสม เช่น การกำหนดเพดานวงเงินในการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย ธปท. จะขอแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลและกำกับดูแลกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่มีพฤติกรรมการเทรดสูงผิดปกติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขายดอลลาร์และทำให้เงินบาทแข็งค่า โดยจะดูแลไม่ให้ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนหรือประชาชนรายย่อยที่ใช้ทองคำเป็นช่องทางในการออม
“พูน พานิชพิบูลย์” นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า มาตรการดังกล่าวอาจจะพอช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทลงได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม มองว่าผลจากสภาพตลาดและแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ จะส่งผลให้เงินบาทชะลอการแข็งค่าลงในระยะถัดไปเป็นหลัก เพราะในปี 2569 ประเมินว่าราคาทองคำอาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและไม่ได้มี Upside มากเท่ากับในปี 2568 เนื่องจากขาดปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน เช่น
1.แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางใกล้สิ้นสุดแล้ว และการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ต่างก็เป็นเรื่องที่ตลาดรับรู้แล้วพอสมควร
2. ความวุ่นวาย ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้า แม้จะมีจังหวะร้อนแรงขึ้นได้บ้าง แต่ก็น่าจะผ่านจุดเลวร้ายสุดไปแล้วในปี 2568
อย่างไรก็ดี ราคาทองคำอาจยังพอได้แรงหนุนบ้าง เป็นบางช่วง จากประเด็นความกังวลเสถียรภาพการคลังของบรรดาเศรษฐกิจหลัก ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดธีม Currency Debasement หนุนการเข้าถือทองคำ รวมถึงภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินที่อาจเกิดขึ้น หากฟองสบู่หุ้น AI/Semiconductor ระเบิด หนุนการเข้าถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงตลาดปั่นป่วนได้
“หากราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวผันผวนสูงและไม่ได้ปรับตัวมาก ปริมาณการเทรดทองคำก็อาจลดลงจากปี 2568 พอควร ลดทอนผลกระทบต่อเงินบาทไปในตัว โดยที่อาจจะไม่ต้องมีมาตรการเข้ามาดูแล”
บล.กรุงศรี ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการตรวจสอบ ประเมินไม่น่าทำให้เงินบาทเปลี่ยนทิศ โดยมองว่าแนวโน้มเงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่า ในทาง Technical Analysis หากหลุดต่ำ 31 บาทต่อดอลลาร์ แนวรับถัดไปที่ 30.75/30.25 บาทต่อดอลลาร์
โดยรวมมองเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อหุ้นบางกลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มโรงไฟฟ้า: GULF, GPSC, BGRIM
- กลุ่มนำเข้า: TOA, ADVANC, MOSHI, TVO, COM7
- กลุ่มสายการบิน: AAV, BA


