posttoday

“ภูมิกิตติ์” ชู Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

12 พฤศจิกายน 2568

ภูมิกิตติ์ รองประธาน สทท. ชี้ Wellness Tourism เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพงานระดับโลก 7-10 พ.ย.69 ตั้งเป้าภูเก็ตศูนย์กลางสุขภาพโลก

KEY

POINTS

  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ถูกชูให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวและยืดระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว
  • ตลาดมุสลิม โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย เป็นกลุ่มเป้าหมายศักยภาพสูงที่กำลังเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) มาสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • ไทยมีศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจรและเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร

นายภูมิกิตติ์ รักแต่งงาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวในการเสวนา “The Future of Wellness Economy” ในงาน 55th Nation Group THAILAND’s NEW PROSPECT ว่า “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กำลังกลายเป็นหนึ่งใน เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวนักท่องเที่ยว และยืดระยะเวลาการพักเฉลี่ยของนักเดินทางทั่วโลกในไทย

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีทั้งแบบ Primary Wellness Tourism คือเดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง เช่น สปา ดีท็อกซ์ ฟื้นฟูร่างกาย และ Secondary Wellness Tourism คือการท่องเที่ยวทั่วไปที่ผสมกิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น โยคะ อาหารสุขภาพ หรือกีฬาเบา ๆ ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มเติบโตสูงทั่วโลก

นายภูมิกิตติ์ชี้ว่า ตลาดแห่งโอกาสที่สำคัญในปัจจุบันคือ ตลาดมุสลิม ซึ่งมีประชากรมุสลิมกว่า 5.2 พันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดซาอุดีอาระเบีย ที่มีการเติบโตของนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยสูงถึง 300% หลังจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เคยเป็นกลุ่ม Big Medical Tourism มาก่อน แต่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่าน (shift) ไปสู่ Wellness Tourism เนื่องจากรัฐบาลประเทศเขาเริ่มลดภาระในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และหันมาสนับสนุนให้ประชาชนหันมาดูแลไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น

"กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเหล่านี้มีศักยภาพสูง เนื่องจากพวกเขามาในรูปแบบครอบครัวขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มที่จะมาเพื่อรับบริการ หรือการออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น  เช่น การมาตรวจเลือดทุก 3 หรือ 6 เดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงทั้งต่อการท่องเที่ยวและสุขภาพของไทย” นายภูมิกิตติ์ กล่าว

นายภูมิกิตติ์ ย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ บริการด้านสุขภาพ และอาหารที่หลากหลาย สามารถต่อยอดสู่การเป็น จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ ระดับโลกได้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ มาตรฐานบริการ บุคลากรสุขภาพที่มีความพร้อม ไปจนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเองต้องดีด้วย

ทั้งนี้ ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงกฎหมาย และพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้เพียงพอ ทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ช่วยทางการแพทย์ เพื่อรองรับตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งการท่องเที่ยวจะยั่งยืนได้ ต้องลงมือทำ 

“ถ้าเราอยากเป็น Wellness Tourism อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีก่อน ประเทศจะดึงดูดนักท่องเที่ยวสุขภาพได้ ก็ต่อเมื่อคนในประเทศสุขภาพดีพอจะเป็นตัวอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ต้องถามภาครัฐถึงนโยบายสนับสนุน เพื่อสร้างความพร้อมก่อน จะจุดธูปอย่างเดียวไม่ได้ต้องทำด้วย” นายภูมิกิตติ์ กล่าว

นายภูมิกิตติ์ กล่าวว่า ในปี 2569 ประเทศไทยเตรียมจัดงาน World Wellness ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 7–10 พฤศจิกายน 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness Tourism ของโลก 
 

ข่าวล่าสุด

'จเรตำรวจ' ยัน ไร้ห้องกัก VIP กำชับเข้มงวดข้อมูล ป้องกันทุจริตปล่อยตัว