
คลัง เตรียมชง "เพดานลดหย่อนภาษีใหม่" หวังเพิ่มรายได้รัฐ คาดแล้วเสร็จพ.ย.นี้
เอกนิติ เผย เตรียมเร่งจัดระเบียบเพดานการลดหย่อนภาษีใหม่ แก้ปัญหาความไม่ชัดเจนและซ้ำซ้อน และเพิ่มรายได้รัฐ คาดเสร็จใน พ.ย.นี้ พร้อมลุย ใช้ AMC สางแก้หนี้ครัวเรือน คาดเสร็จภายใน ต.ค.นี้
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมปรับโครงสร้างเพดานการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ เพื่อจัดระเบียบเกณฑ์ที่กระจัดกระจายและซ้ำซ้อน
- การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและสร้างรายได้เพิ่มให้กับภาครัฐ
- คาดว่าการศึกษาและรายละเอียดของแนวทางใหม่จะแล้วเสร็จและมีความชัดเจนภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ "Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap" จัดขึ้นโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาการปรับโครงสร้างเพดานการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อน แก้ไขความไม่ชัดเจนของโครงสร้างเดิม และจัดระเบียบระบบลดหย่อนภาษีที่ปัจจุบันกระจัดกระจายและขาดกรอบชัดเจน ซึ่งคาดว่า การปรับโครงสร้างเพดานการลดหย่อนภาษีดังกล่าว จะแล้วเสร็จได้ภายในเดือนพ.ย.นี้
โดยแนวทางใหม่นี้อยู่ภายใต้แผนการจัดทำ กรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) ที่รัฐบาลเตรียมใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีแผนการบริหารการคลังที่มีความชัดเจน โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของเพดานการลดหย่อนภาษีสามารถดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขประมวลรัษฎากร ซึ่งช่วยให้สามารถขับเคลื่อนมาตรการได้อย่างรวดเร็วและมีผลในทางปฏิบัติภายในปีงบประมาณถัดไป
"มาตรการลดหย่อนภาษีปัจจุบัน มันสะเปะสะปะ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ไม่มีกรอบที่ชัดเจนในการลดหย่อน เนื่องจากปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์และมาตรการลดหย่อนมากมายเต็มไปหมด เช่น ESG, RMF, และประกันสุขภาพ ทำให้ไม่มีใครทราบเพดานสูงสุดที่สามารถลดหย่อนได้ โดยขณะนี้ รัฐบาลโดยทีมเศรษฐกิจกำลังเร่งดำเนินการศึกษารายละเอียดต่างๆ โดยอาจเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถ เลือกเองได้ว่า ต้องการจะใช้สิทธิลดหย่อนในส่วนใดบ้างภายใต้เพดานที่กำหนด คาดว่าจะได้เห็นได้ภายในเดือนพ.ย.นี้" นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอจากตลาดหลักทรัพย์ที่น่าสนใจมาก คือ แนวคิดเรื่องบัญชีออมทรัพย์ส่วนบุคคล แนวคิดนี้คืออาจเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกเองว่าจะนำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ใด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือกองทุน โดยรวมไว้ใน "ถังเดียวเลย" สิ่งนี้จะช่วยให้ประชาชนมีอิสระในการเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้น และช่วยลดปัญหาความซ้ำซ้อนของผลิตภัณฑ์เฉพาะกิจที่เคยออกมาในอดีต
พร้อมกันนี้ นายเอกนิติ ยังได้เปิดเผยถึง 4 แนวทางการแก้ไข "กับดัก" เศรษฐกิจไทย ว่า ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยย้ำว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องระยะยาวแต่ต้องเริ่มดำเนินการทันที เนื่องจากรัฐบาลมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน เพื่อวางรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะยาว ได้แก่
1. กับดักด้านการลงทุน (Investment Trap)
ประเทศไทยต้องเน้นเรื่องการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นที่ต้องการในตลาดโลก เช่น AI, Data Center, EV (รถยนต์ไฟฟ้า), ระบบอัตโนมัติ, และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันเรายังพึ่งพาบุญเก่าที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเก่า ๆ มากเกินไป โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหัวหอกหลัก ในการส่งเสริมการลงทุนใหม่เหล่านี้
โครงการ Fast Pass จะมีการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยใช้โครงการที่เรียกว่า "Fast Pass" เพื่อเร่งรัดการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมแล้วแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว เนื่องจากติดขัดเรื่องการขอสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น น้ำ, ไฟ และการขอคนที่มีความสามารถสูงที่ประเทศไทยผลิตไม่ได้เข้ามาร่วมทำงาน
2. กับดักด้านทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงาน (Human Capital Trap)
ปัญหาหลักคือประเทศไทยมีคนสูงอายุเยอะ และแรงงานที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้การลงทุนย้ายไปประเทศอื่นเพราะกังวลเรื่องกำลังแรงงานไม่เพียงพอและขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดย การอบรมและพัฒนาทักษะ จะเน้นเรื่องการอบรม เพิ่มทักษะ (Reskill) และ ยกระดับทักษะ (Upskill) โลกยุคใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาเสมอไป แต่สามารถเรียนรู้สั้น ๆ ได้ ตัวอย่างการ Up Skill คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถปรับทักษะไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ที่ใช้ EV และมอเตอร์ได้ และใช้กองทุน BOI จะใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ BOI ที่มีวงเงินราว 10,000 ล้านบาท มาเน้นในส่วนของการพัฒนาทักษะให้ตรงความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มรายได้ของคนไทย
ขณะที่โครงการ คนละครึ่งพลัส ยังต้องการสร้างการเชื่อมโยงระบบคนละครึ่งเข้ากับการเรียนรู้ทักษะดิจิทัล เช่น การขายของออนไลน์ การทำบัญชีครัวเรือน และการรู้ต้นทุนกำไรขาดทุน โดยจะมีธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้ามาช่วยสอน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้า รู้ต้นทุนตัวเองรู้กำไรขาดทุนของ เขา และสามารถเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยในระบบได้ โดยไม่ต้องไปกู้นอกระบบ
3. กับดักด้านเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา (Technology Trap)
ธุรกิจไทยอาจไม่ทันกับโลกยุคใหม่ ทำให้ต้องมีการสนับสนุนให้ทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น โดยอ้างอิงตัวอย่างความสำเร็จของเกาหลีใต้หลังวิกฤตปี 2540
โดยเตรียมเงินสนับสนุน (Grant) จะมีการให้เงินสนับสนุนในรูปแบบของ Grant เงินให้เปล่า ผ่าน BOI และแหล่งเงินทุนจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามกับดักเดิม ๆ ที่ไม่เน้นเรื่องวิจัยและพัฒนา ซึ่งการตรวจสอบ เงินสนับสนุนนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบของ BOI ว่าเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่จริง ๆ รวมถึงการพัฒนาการใช้ ระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
"กลไกการให้เงินเพื่อแก้ปัญหาที่ผ่านมา กว่าจะได้เงินต้องทำเสร็จก่อน ทำให้ไม่มีใครกล้าลงทุน ทาง BOI จึงได้คุยกับธนาคารรัฐเพื่อทำเงินกู้ระยะสั้น (Bridge Financing) ในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินแกรนต์ ซึ่งธนาคารยินดีเพราะหากแกรนต์อนุมัติแล้ว หนี้ก็จะไม่เป็นหนี้เสีย" นายเอกนิติ กล่าว
4. กับดักหนี้ (Debt Trap) โดยปัจจุบันไทยติดกับดักปัญหาหนี้ครัวเรือนมายาวนาน โดยจะร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยเพื่อช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อย
โดยรัฐบาลจะดึงหนี้กลุ่มนี้เข้าสู่ระบบ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยจะดึงหนี้ออกจากระบบไปนี้ เพื่อช่วยลดภาระหนี้ของคนไทย โดยใช้ AMC ที่มีอยู่เดิม เนื่องจากมีเวลาจำกัด 4 เดือน การตั้ง AMC ใหม่ อาจจะไม่ทัน จึงอาจจะใช้บริษัทที่มีอยู่แล้ว เช่น บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท (SAM) หรือ แบม (BAM) เพื่อแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น
ซึ่งรวบหนี้ จะพยายามรวบหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่หลายธนาคารหรือหลายที่เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมและแก้ไขปัญหาได้ครบทุกภาคส่วน กรอบเวลา คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเรื่อง AMC ได้ ภายในเดือนตุลาคม นี้
"เรากำลังพิจารณานำหนี้ครัวเรือนของคนที่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง มารวมไว้ภายใต้ AMC ทีเดียว เพื่อให้สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระของลูกหนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เราอาจจะยังไม่ตั้ง AMC ใหม่ แต่จะใช้ AMC ที่มีอยู่เดิม SAM หรือ BAM เพื่อเดินหน้าได้ทันทีภายในเดือนตุลาคมนี้ แนวทางคือการรวบหนี้จากหลายแหล่งเข้ามาไว้ในระบบเดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพรวม และสามารถวางแนวทางการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด" นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีวงเงินสนับสนุน (SME/SMEs) สำหรับรายเล็กประมาณ 20 ล้านบาท และรายกลาง ประมาณ 50 ล้านบาท สำหรับจะเป็นแพ็คเกจเร่งด่วน โดยรัฐบาลกำลังเตรียมออกแพ็คเกจเพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งสามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย คือ สิทธิลดหย่อนพิเศษ อาจให้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า หรือ 5 เท่า สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าหรือมีรายได้จาก SME จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมาตรการการลดหย่อนภาษีนี้ยังรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยของภาครัฐด้วย ซึ่งกรอบเวลามาตรการเหล่านี้ทำได้เลย และจะอยู่ในแพ็คเกจที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 120 วัน
นายเอกนิติ ยังย้ำว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะสร้าง "วินัยทางการคลัง" ให้ชัดเจนและมี "กรอบความยั่งยืนทางการคลัง" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบคำถามต่อ Rating Agency ที่กังวลเรื่องหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลัง
โดยจะมีการ ทบทวนรายได้และรายจ่าย จะดูเรื่องช่องโหว่ของรายได้ของรัฐบาล และดูว่ามีรายจ่ายส่วนใดที่ "เกินตัว" หรือไม่ ไปจนถึงการใช้ดิจิทัลเพื่อขยายฐานภาษี จะมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้อย่างจริงจัง และอาจจะมีการบังคับให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล โดยมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เท่านั้น สิ่งนี้จะช่วยให้ ฐานภาษีเราโตขึ้นมาก







