
เอกชนวอนรัฐไฟเขียวขึ้นราคานม
โพสต์ทูเดย์
— ผู้ประกอบการนมครวญ หลังต้นทุนพุ่งกระฉูด ขอขึ้นราคา 6% ซีพีเมจิ รับภาระแทนผู้บริโภควันละแสนบาทนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเมจิ ผู้ผลิตและทำตลาดนมพร้อมดื่ม ซีพีเมจิ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนมพร้อมดื่มได้รับความเดือดร้อนมากจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น จากราคาน้ำนมดิบหน้าโรงงานปรับขึ้นเป็น 17 บาท/กก. หรือเพิ่มขึ้น 50 สตางค์/กก. ตั้งแต่ปลายปีก่อน และผู้ประกอบการได้ขอให้ภาครัฐปรับขึ้นราคาขายปลีกไปตั้งแต่เดือน ต.ค. 2553 ประมาณ 56% แต่รัฐขอให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง และไม่รู้ว่าจะอนุมัติให้ขึ้นราคาอีกครั้งเมื่อใด
ขณะที่บริษัทได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่ขึ้นราคาสูงมาก และต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นวันละ 1 แสนบาท หรือเฉลี่ยต่อเดือนบริษัทแบกรับต้นทุนแทนผู้บริโภคเดือนละ 4 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถขึ้นราคาได้และต้องปรับแผนรับมือต้นทุนด้านอื่น ทั้งต้นทุนบรรจุภัณฑ์และต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่ขึ้นราคา 78% ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตอื่นๆ ลง พร้อมกับให้ความร่วมมือกับนโยบายของภาครัฐ ตามนโยบายของเครือซีพี ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในทุกด้าน
ปัจจุบัน ซีพี เมจิ ถือเป็นผู้ซื้อนมสดรายใหญ่ในตลาด เพราะรับซื้อจากภาคเกษตรกรวันละ 200 ตัน จากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจากทั่วประเทศวันละ 2,000 ตัน จากก่อนหน้าภาครัฐ ขอให้ตรึงราคาต่อไปอีก 3 เดือนจนถึงเดือน ธ.ค.53 แต่ผ่านมาจนถึงขณะนี้หลายเดือนแล้ว รัฐก็ไม่มีการพิจารณาให้ขึ้นราคาแต่อย่างใด ทำให้แบรนด์ผู้ผลิตนมรายเล็กในตลาดได้รับความเดือดร้อนมาก
ส่วนแผนงานปีนี้ บริษัทเตรียมลงทุนราว 370 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังสายการผลิตนมกล่องกระดาษอีก 100% และเพิ่มกำลังการผลิตนมพาสเจอไรซ์ขนาด 2 ลิตร อีก 100% รวมทั้งใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรให้ทันสมัยมากขึ้นในโรงงานที่ จ.สระบุรี เพื่อรองรับการขยายตลาดและในปีก่อนกำลังการผลิตเต็ม 100% แล้ว โดยไลน์การผลิตใหม่ได้เริ่มเดินเครื่องการผลิตตั้งแต่ต้นปี 54 ที่ผ่านมาแล้ว และเตรียมใช้งบ 100 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมการตลาดและเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาด 56 รายการ หรือเฉลี่ยเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาไตรมาสละ 1 รายการ
สำหรับเป้าหมายรายได้รวมบริษัทสิ้นปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 3,600 ล้านบาท เติบโต 10% เป็นไปตามเป้าหมาย โดยไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองหรือกำลังซื้อชะลอตัวลงจากปีก่อน และบริษัทยังครองความเป็นผู้นำในตลาดนมพาสเจอไรซ์ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 46% ในตลาดรวมที่มีมูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยภาพรวมอุตสาหกรรมนมในปีนี้ทั้งนมยูเอชทีและนมพาสเจอไรซ์มีมูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท คาดเติบโต 67% จากปีก่อน







