คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.
คลังเผย เศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. ยังเติบโตจากส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศ ชี้พบสัญญาณบริโภคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว แนะจับตาค่าเงิน ภาษีสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
KEY
POINTS
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม 2568 พบสัญญาณการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าคงทน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
- การส่งออกยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 แต่มีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโต
- นอกจากปัจจัยภาษีแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ เช่น ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2568 พบสัญญาณชะลอตัวในภาคการบริโภคของภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้การส่งออกและการท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกและภายในประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเริ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น รถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ในเดือนสิงหาคมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.8% และ 0.3% ตามลำดับ อีกทั้งยังลดลงจากเดือนก่อนหลังขจัดปัจจัยฤดูกาลที่ 3.0% และ 4.8%
“รายได้เกษตรกรที่แท้จริงลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมปรับลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนความไม่มั่นใจของประชาชนที่ยังวิตกต่อภาวะเศรษฐกิจ ภาระค่าครองชีพ และความตึงเครียดในต่างประเทศ” นายพรชัยกล่าว
ภาคการลงทุนภาคเอกชนยังคงทรงตัว โดยปริมาณนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 23.6% จากปีก่อน และขยับขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดอื่นสะท้อนภาพตรงกันข้าม เช่น ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ลดลง 10.5% จากปีก่อน และ 8.5% จากเดือนก่อน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศหดตัว 8.0% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน
ในส่วนของการส่งออก สศค. รายงานว่า ยังคงเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 โดยมีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อน ขณะที่สินค้าสำคัญยังเติบโตดี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 44.1% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 37.0% และเครื่องจักรกล เพิ่มขึ้น 10.2% นอกจากนี้ ยังพบการเติบโตในหมวดอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 26.1% กุ้งสดและแช่แข็ง เพิ่มขึ้น 7.0% และไก่สดแช่เย็น/แช่แข็ง เพิ่มขึ้น 1.3%
“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่อาจเริ่มส่งผลกระทบกับสินค้าบางหมวด ทำให้การเติบโตของการส่งออกเริ่มชะลอลง รวมถึงทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจกระทบเศรษฐกิจในระยะต่อไป” นายพรชัย กล่าว
ในด้านอุปสงค์จากต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดือนสิงหาคมมีจำนวน 2.58 ล้านคน ลดลง 12.8% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน (หลังปรับฤดูกาล) สะท้อนการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ตรงข้ามกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังเติบโตดี โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อน และ 2.4% จากเดือนก่อนหน้า
ในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% จากปีก่อน แต่ลดลง 5.7% จากเดือนก่อน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงเล็กน้อยจาก 86.6 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 86.4 ในเดือนสิงหาคม โดยมีแรงกดดันจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ความไม่สงบในชายแดน และอุทกภัยหลายพื้นที่ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.7 เพิ่มขึ้นจาก 51.9 ในเดือนก่อนหน้า
“ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจลุกลามและกระทบห่วงโซ่อุปทาน” นายพรชัย กล่าว
ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 0.79% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 64.5% ต่อ GDP ยังคงอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงถึง 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาวะเศรษฐกิจโลกในเดือนสิงหาคมยังขยายตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมของโลก (Global Composite PMI) อยู่ที่ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจาก 52.5 จุดในเดือนก่อน ดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 50.9 จุด จาก 49.7 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศเริ่มปรับลดลงตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชะลอ
สำหรับภาวะตลาดการเงินไทย นายพรชัยเปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิถึง 9,678.50 ล้านบาท และยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยในเดือนกันยายน 2568 แสดงสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศซึ่งซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท แม้ลดลงจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท แต่ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย
ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิ 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ยังคงมียอดขายสุทธิที่ 5,739.65 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติแม้ยังขายสุทธิในตลาดหุ้น 9,083.11 ล้านบาท แต่แรงขายลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง 21,736.88 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 28,977.56 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังตึงตัว


