posttoday
วรภัค แจง3 เหตุผล Fitch Ratings หั่น Outlook ไทยเป็นลบ ยันมีแผนลดหนี้-ฟื้นเชื่อมั่น

วรภัค แจง3 เหตุผล Fitch Ratings หั่น Outlook ไทยเป็นลบ ยันมีแผนลดหนี้-ฟื้นเชื่อมั่น

25 กันยายน 2568

วรภัค รมช.คลัง แจง Fitch Ratings ปรับมุมมองเครดิตไทยเป็นลบ จาก 3 เหตุผลหลัก หนี้สาธารณะสูง ความไม่แน่นอนการเมือง และเศรษฐกิจโตต่ำ ย้ำรัฐเร่งโรดแมปการคลังใหม่ คุมหนี้ไม่ให้เกิน 65% ของ GDP

KEY

POINTS

  • Fitch Ratings ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจาก "คงที่" เป็น "ลบ" แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+
  • สาเหตุหลัก 3 ประการที่ Fitch กังวล ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ
  • รัฐบาลยืนยันว่ามีแผนรับมือ โดยจะจัดทำกรอบนโยบายการคลังระยะกลางฉบับใหม่ เพื่อลดการขาดดุลและฟื้นฟูความเชื่อมั่น

จากกรณีที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Fitch Ratings ประกาศปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก "Stable" เป็น "Negative" แม้จะยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถานะทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ

 

ล่าสุด นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงถึงกรณีที่ Fitch Ratings เพิ่งประกาศปรับมุมมอง (Outlook) ของไทยจาก Stable เป็น Negative โดยยังคงอันดับเครดิตที่ BBB+  เหตุผลหลักของการปรับมุมมองในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลข” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ ความน่าเชื่อมั่นด้านการคลังและการเมือง ที่กำลังเผชิญแรงกดดันในหลายมิติ โดยมีปัจจัยหลัก 3 ข้อ ได้แก่

1.หนี้สาธารณะสูงขึ้น
จากเดิมก่อนเกิดโควิด-19 หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 35–36% ของ GDP แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 61% และมีแนวโน้มแตะระดับ 65% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการปรับลดการขาดดุลงบประมาณอย่างจริงจัง

 

2. ความไม่แน่นอนทางการเมือง
การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและความเสี่ยงจากการเลือกตั้งใหม่ ทำให้ Fitch กังวลว่ากรอบนโยบายการคลังระยะกลาง (Medium-Term Fiscal Strategy) จะขาดความต่อเนื่องและไม่ชัดเจน

 

3. เศรษฐกิจโตต่ำ
ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ สูงถึง 19% ขณะที่การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ส่งผลให้คาดการณ์ว่า GDP ปีหน้าของไทยอาจเติบโตได้เพียง 2.2%
 

อย่างไรก็ตาม นายวรภัคย้ำว่า แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่ไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหา เราได้เริ่มวางแนวทางการปรับปรุงฐานะการคลัง (fiscal consolidation) เพื่อให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ยั่งยืน

 

 ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ รัฐบาลจะจัดทำกรอบนโยบายการคลังระยะกลางชุดใหม่ (Medium-Term Fiscal Framework – MTFF) ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลนี้วาง “roadmap” ชัดเจนต่อสาธารณะ ว่าจะลดการขาดดุลลงอย่างไร เพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะหลุดพ้นจากกรอบที่สามารถควบคุมได้

 

 แกนหลักของแผนนี้คือการสร้าง ความน่าเชื่อมั่น ว่าการขาดดุลจะทยอยลดลงหลังปีงบประมาณ 2569 และหนี้ต่อ GDP จะ ทรงตัวไม่เกิน 65% พร้อมการเพิ่มรายได้ภาครัฐ และจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายอย่างมีวินัย

 

 สรุปแล้ว มุมมองเชิงลบ (Negative Outlook) ของ Fitch ในครั้งนี้ ไม่ใช่สัญญาณของวิกฤตเศรษฐกิจในทันที แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ว่าหากไทยไม่แสดงแผนการคลังที่ชัดเจน ความเชื่อมั่นจากตลาดและนักลงทุนอาจเริ่มสั่นคลอน

 

“นี่คือโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อยืนยันว่า ประเทศไทยยังสามารถรักษาวินัยการคลัง และความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจไว้ได้” นายวรภัค กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค