เปิดพินัยกรรม "Giorgio" สะเทือนโลกธุรกิจ ปูทางขายอาณาจักร ARMANI
สะเทือนวงการ! เปิดพินัยกรรม Giorgio Armani ปูทางขายอาณาจักรแบรนด์หรู LVMH- L'Oréal - EssilorLuxottica จ่อคิวชิง
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า พินัยกรรมของ จิออร์จิโอ อาร์มานี ดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับ ได้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการแฟชั่นทั่วโลก
เมื่อมีการเปิดเผยคำสั่งเสียที่ระบุให้ทายาททยอยขายกิจการ หรือนำบริษัทแฟชั่นที่เขาปลุกปั้นมาตลอด 50 ปีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งนับเป็นการเปิดศึกชิงหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องการหวงแหนความเป็นอิสระและรากฐานความเป็นอิตาลีมาโดยตลอด
ดีไซเนอร์ระดับตำนานผู้ได้รับสมญานามว่า “King Giorgio” ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ในวัย 91 ปี
โดยไม่มีทายาทสายตรงสืบทอดอาณาจักรแฟชั่น ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่ามีมูลค่าอยู่ระหว่าง 5,000 ถึง 12,000 ล้านยูโร (ราว 2 แสนล้าน - 4.8 แสนล้านบาท)
3 ยักษ์ใหญ่ในรายชื่อผู้ท้าชิง
ในพินัยกรรมได้ระบุชื่อ "ตัวเต็ง" ที่จะเข้ามาสานต่ออาณาจักร Armani ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่:
1. LVMH: เครือจักรพรรดิแบรนด์หรูอันดับหนึ่งของโลก เจ้าของ Louis Vuitton และ Dior
2. L'Oréal: ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องสำอางและความงาม
3. EssilorLuxottica: ผู้นำระดับโลกด้านแว่นตาและเลนส์
การระบุชื่อกลุ่มทุนจากฝรั่งเศสอย่าง LVMH และ L'Oréal ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมา "ราชาจิออร์จิโอ" ยืนหยัดปฏิเสธการขายกิจการหรือลดทอนอำนาจการควบคุมของตนเองมาโดยตลอด
แน่นอนว่าทั้งสามบริษัทต่างออกมาขานรับโอกาสนี้ทันที โดย เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ประธานของ LVMH กล่าวว่า
"นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่จิออร์จิโอ อาร์มานี เอ่ยชื่อเรา"
ขณะที่ L'Oréal และ EssilorLuxottica ซึ่งต่างก็มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ Armani อยู่แล้ว ก็พร้อมที่จะศึกษาข้อตกลงนี้อย่างจริงจัง
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า LVMH ดูจะมีภาษีดีที่สุด ด้วยขนาดของอาณาจักรและกำลังทุนที่พร้อมจะทุ่มซื้อได้ทันที
โรดแมปสู่การเปลี่ยนมือ
พินัยกรรมประกอบด้วยเอกสารสองฉบับที่ยื่นต่อทนายความเมื่อเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งได้วางแนวทางการเปลี่ยนผ่านอำนาจไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้:
- เฟสแรก: ภายใน 18 เดือนหลังการเสียชีวิต ทายาทจะต้องขายหุ้นส่วนแรก 15%
- เฟสที่สอง: ภายใน 3-5 ปี จะต้องขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 30% - 54.9% ให้แก่ผู้ซื้อรายเดิม
- ทางเลือก: หากไม่ดำเนินการในเฟสที่สอง จะต้องนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) แทน
เงื่อนไขเหล่านี้มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าทายาทจำเป็นต้องปฏิบัติตาม
แม้จะเปิดทางให้มีการขายกิจการ แต่พินัยกรรมก็ได้วางกลไกป้องกันเจตนารมณ์ดั้งเดิมของแบรนด์ไว้
โดยอำนาจการควบคุมจะตกอยู่ที่ มูลนิธิ จิออร์จิโอ อาร์มานี และ ปันตาเลโอ เดล'ออร์โก หุ้นส่วนชีวิตและธุรกิจของเขา ซึ่งทั้งสองจะกุมสิทธิออกเสียงรวมกันถึง 70%
โดยมูลนิธิจะทำหน้าที่เสมือน "ผู้พิทักษ์" ถือหุ้นไว้อย่างน้อย 30.1% เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าทิศทางของ Armani จะยังคงเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง
บทสรุปของเรื่องดังกล่าวจะเป็นอย่างไร และอาณาจักร Armani จะตกไปอยู่ในมือของใคร ยังคงเป็นสิ่งที่ทั้งวงการธุรกิจและแฟชั่นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
เพราะไม่ใช่แค่การซื้อขายบริษัท แต่คือการส่งต่อมรดกและตำนานของดีไซเนอร์ที่ชื่อ จิออร์จิโอ อาร์มานี ไปสู่ยุคถัดไป


