
“จุลพันธ์” แจงแผนใช้งบปี69 ยันรัฐบาลมีกระสุนเพียงพอรับมือวิกฤตโลก
จุลพันธ์ แจงงบประมาณรายจ่ายปี 69 ยืนยันรัฐบาลมีเพียงพอ รับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ทั้งเงินคงคลังและกลไกตามกฎหมาย เผยแผนลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่เป้างบประมาณสมดุลระยะยาว
KEY
POINTS
- รัฐบาลยืนยันว่ามีเครื่องมือทางการคลังที่เพียงพอสำหรับรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประกอบด้วยเงินคงคลังระดับสูง เงินทดรองราชการฉุกเฉิน และความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนงบประมาณ
- รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในโครงการสำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะยาว
- มีแผนการคลังระยะกลาง (ปี 2569-2572) ที่ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลในอนาคต
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ระบุว่า รัฐบาลมีเครื่องมือทางการคลังที่เพียงพอสำหรับรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจ ทั้งเงินคงคลังที่อยู่ในระดับสูง เงินทดรองราชการฉุกเฉินจำนวน 50,000 ล้านบาท รวมถึงกลไกทางกฎหมายหลายประการที่ช่วยสนับสนุนการบริหารงบประมาณ เช่น การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายที่เปิดช่องทางให้มีการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณตามสถานการณ์ รวมถึงอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาและอนุมัติการปรับเปลี่ยนงบประมาณเหล่านี้ ซึ่งทำให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของ GDP ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ นายจุลพันธ์กล่าวยืนยันว่า กระทรวงการคลังมีศักยภาพในการบริหารจัดการรายได้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อการจัดสรรงบประมาณหรือการใช้จ่ายในระยะยาว แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างในช่วงต้นปี แต่มั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การลดงบประมาณลงอาจทำให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้การลงทุนในภาคธุรกิจชะลอตัว ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ในระดับที่เหมาะสม เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นเรื่องการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง นายจุลพันธ์อธิบายว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและเสี่ยงต่อการชะลอตัว รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณแบบขาดดุลเพื่อลงทุนในโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว สร้างรายได้ให้ภาครัฐเพิ่มขึ้น และช่วยลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลงได้ โดยการบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้รัฐบาลสามารถชำระหนี้ได้ดีขึ้นในอนาคต
นายจุลพันธ์สรุปว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะบริหารงบประมาณอย่างสมดุล โดยมีแผนลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งยืนยันว่า กระทรวงการคลังและรัฐบาลมีเครื่องมือและความพร้อมในการรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความท้าทายในอนาคต
โดย ภาครัฐมีมาตรการเสริมสร้างเศรษฐกิจภาคการคลังอย่างครบวงจร เช่น การพัฒนาระบบภาษีให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การส่งเสริมการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การบริหารทรัพย์สินของรัฐเพื่อสร้างรายได้ การลดรายจ่ายด้วยการจัดลำดับความสำคัญ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย และการบริหารหนี้สาธารณะในระยะยาวอย่างเป็นระบบ โดยในปีงบประมาณ 2569 รายจ่ายประจำลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 25,794 ล้านบาท หรือประมาณ 1% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
รัฐบาลยังวางแผนการคลังระยะกลางสำหรับปี 2569-2572 โดยมุ่งลดการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายงบประมาณสมดุลในระยะยาว ซึ่งสะท้อนจากยอดวงเงินกู้ชดเชยขาดดุลที่ลดลงในแต่ละปี ดังนี้
ปี 2569 ขาดดุล 860,000 ล้านบาท หรือ 4.3% ของ จีดีพี
ปี 2570 ขาดดุล 758,600 ล้านบาท หรือ 3.6% ของ จีดีพี
ปี 2571 ขาดดุล 721,900 ล้านบาท หรือ 3.3% ของ จีดีพี
ปี 2572 ขาดดุล 703,300 ล้านบาท หรือ 3.1% ของ จีดีพี
"ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริงใจของรัฐบาลในการลดระดับการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การมีงบประมาณสมดุลในระยะยาว และหากเศรษฐกิจไทยขยายตัวเต็มศักยภาพ จะช่วยเสริมฐานะทางการคลัง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และการบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายงบประมาณสมดุลในอนาคต" นายจุลพันธ์กล่าว







