posttoday

"พิชัย" ถกด่วน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 ตั้งเป้าดันจีดีพี โต 3.5%

27 กุมภาพันธ์ 2568

พิชัย รมว.คลัง เรียกประชุมด่วน ธปท.-สภาพัฒน์-สศค. ทำมาสเตอร์แพลนกระตุ้นศก.ปี68 ตั้งเป้าดันจีดีพีGDP ที่ 3-3.5% เน้นใช้ 3 เครื่องยนต์ส่งออก-ท่องเที่ยว-การลงทุนภาครัฐและเอกชนขับเคลื่อน พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาขีดการแข่งขันประเทศให้เติบโตยั่งยืน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงบประมาณ เพื่อหารือและวางแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2568 โดยตั้งเป้าหมายการขยายตัวของ GDP ในปีนี้ที่ 3% ถึง 3.5% ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

 

การผลักดันเศรษฐกิจภายในปี 2568

นายพิชัยเปิดเผยว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ของรัฐบาลสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำเป็นต้องมีการประเมินและพิจารณามาตรการที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ อาจจะต้องจัดทำแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Master Plan) ที่มีความชัดเจนและสามารถดำเนินการได้จริง โดยให้ความสำคัญกับจุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นสองเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

การท่องเที่ยวเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ นายพิชัยยืนยันว่ารัฐบาลจะยังคงสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยการขยายการลงทุนในภาคนี้ อาทิ การปรับปรุงสนามบินในเมืองรอง และการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

 

เสริมสร้างความแข็งแกร่งเกษตรกรรม 

อีกจุดแข็งหนึ่งของประเทศไทยคือภาคการเกษตรกรรม ซึ่งมีสินค้าหลัก 5 ชนิด เช่น ข้าว ที่รัฐบาลได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันราคาข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงการแข่งขันในตลาดโลก เพื่อให้สินค้าการเกษตรของไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในแง่ของราคาและคุณภาพ

นายพิชัยได้กล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2567 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3% และ 3.2% ตามลำดับ ส่งผลให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของ 2567 ขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.1% ซึ่งถือเป็นผลที่ดี และหากสามารถรักษาการเติบโตในระดับนี้ได้ ก็มั่นใจว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2568 จะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย 3-3.5%

 

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่สองแนวทางหลัก ได้แก่ การกระตุ้นการบริโภคและการเพิ่มการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ

 

การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการแก้ไขปัญหาหนี้สินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชน รวมถึงการเพิ่มการส่งออกโดยการพัฒนาสินค้าและการตลาดใหม่ๆ ที่สามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

การเพิ่มการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเน้นการลงทุนจากภาคเอกชนผ่านการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยในปีนี้

 

กลยุทธ์การลงทุนและการส่งออก

ในด้านการส่งออก รัฐบาลตั้งเป้าให้ภาคการส่งออกขยายตัว 3.5%-4% ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว เช่น การปรับปรุงระบบวีซ่า ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อสนามบิน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว

 

การสนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

การพัฒนาภาคเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายให้การผลิตสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง มีความแข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

 

การปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ จะรวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต และการส่งเสริมการผลิตในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า พร้อมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีเพื่อเสริมสร้างการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างน้อย 3% หรืออาจสูงถึง 3.5% โดยใช้กลยุทธ์สำคัญ 3 ด้านในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว และ การลงทุน

 

 เสริมสร้างการเติบโตจากตลาดโลก
สำหรับภาคการส่งออก รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ภาคการส่งออกขยายตัว 3.5% - 4% ในปีนี้ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าการส่งออกต้องมีประมาณ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน การบรรลุเป้าหมายนี้จำเป็นต้องมีความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ในการขยายตลาดใหม่ และเพิ่มสินค้าใหม่ๆ ที่สามารถส่งออกได้ ทั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม

 

 เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่าย
ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยให้ได้ไม่น้อยกว่า 38 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงกว่า 1.65 ล้านล้านบาท. นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในแต่ละทริปสูงกว่า 42,000 บาท. การเพิ่มการใช้จ่ายจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคนี้และเสริมสร้างการเติบโตในระดับประเทศ

 

ส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน
ในส่วนของการลงทุน รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในแต่ละไตรมาสไม่ต่ำกว่า 85%. นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ลงทุนอย่างน้อย 40-50% ของเม็ดเงินที่ได้รับในปีนี้. นอกจากนี้ยังจะกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การลงทุนดำเนินไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

 

แผนสนับสนุนการเบิกจ่าย
เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามแผน รัฐบาลยังเตรียมแผนในการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยจะมีการเสนอโครงการลงทุนขนาดเล็กในต่างจังหวัด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และช่วยให้การเบิกจ่ายเร็วขึ้น มาตรการเหล่านี้จะเสริมสร้างโมเมนตัมในกระบวนการเบิกจ่ายและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

'จเรตำรวจ' ยัน ไร้ห้องกัก VIP กำชับเข้มงวดข้อมูล ป้องกันทุจริตปล่อยตัว