
SMTรุกธุรกิจโรงไฟฟ้า
สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) เตรียมระดมทุนขยายธุรกิจ สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ต่อยอดความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) เตรียมระดมทุนขยายธุรกิจ สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ต่อยอดความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
นายพลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง SMT หรือ บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรรายเดียวของประเทศที่มีอัตราเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปีนี้ เปิดเผยว่า SMT มีแผนจะขยายธุรกิจเข้าสู่ อุตสาหกรรมพลังงาน ด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกแบบครบวงจร เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงให้แก่บริษัทฯ หลังจากที่ธุรกิจรับผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ได้เติบโตอย่างสูงในรอบ 4-5 ปีนี้
แม้น SMT จะประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างสูง มีกำไรสุทธิเติบโตกว่า 98% ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2553 และสูงที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ คาดว่าผลประกอบการณ์ในปี 2554 ยังจะเติบโตต่อไปในอัตราที่สูงกว่า 30% แต่ทีมผู้บริหารยังไม่หยุดยั้งที่จะหาวิธีขยายการเติบโตให้อยู่ในระดับที่สูงและต่อเนื่อง SMT จึงสนใจจะเข้าสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และพลังงานลม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่จะเติบโตอย่างสูง ที่มีการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังช่วยลดการนำเข้าและพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
อีกทั้งยังเป็นส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ (Business Diversification) และเพิ่มฐานรายได้ นอกเหนือจากรายได้หลักจากธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทให้มั่นคงยิ่งขึ้น จึงมั่นใจว่าการขยายกิจการครั้งนี้จะเป็นการ เพิ่มมูลค่าหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
กอปรกับบริษัทฯ มีทีมงานวิศวกรระดับสูงที่มีความรู้ ความสามารถจำนวนมาก ที่พร้อมจะรองรับการขยายตัวของธุรกิจ โดยบริษัทฯ ได้จัดตั้ง บริษัท SMT GE เป็นบริษัทย่อยเพื่อดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ไม่จำกัดการลงทุนเพียงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น ทั้งนี้คาดว่าบริษัทย่อยจะเริ่มดำเนินธุรกิจและมีรายได้เชิงพาณิชย์ได้ประมาณปลายปี 2554
ดังนั้นคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติจะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจาก 751,000,000 บาท เป็น 843,253,424 บาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวน 46,126,712 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2.00 บาท รวม 92,253,424 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนในอัตรา 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาเสนอขายหุ้นละ 16 บาท/หุ้น โดยขณะนี้ ได้ทำเรื่องขออนุญาติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว และจะพิจารณากำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Record Date) ในวันอังคารที่ 8 มีนาคม 2554 และให้ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น (Closing Date) ในวันพุธที่ 9 มีนาคม 2554
การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน (RO) ของบริษัทฯแก่ผู้ถือหุ้นเดิม ที่ราคา 16 บาท อาจจัดว่าเป็นการให้ส่วนลดถึงกว่า 32% จากราคาปิดของ SMT ที่ 23.60 บาท ซึ่งเป็นการให้ส่วนลดที่สูงกว่าอัตราการไดลูท (จากอัตราส่วน 1 หุ้นใหม่ต่อ 8 หุ้นเดิม) ที่มีเพียง 12.5% ถึง 1.5 เท่า จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นเดิม นอกจากนี้ ผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนยังจะได้รับเงินปันผลซึ่งบริษัทฯมีนโยบายจ่ายเงินปันผล ประมาณร้อยละ 40 ของกําไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และสำรองตามกฎหมายอีกด้วย จึงคาดว่าผู้ถือหุ้นเดิมจะใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ การเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการเข้าสู่ ธุรกิจพลังงานทางเลือก ของ SMT จะสอดคล้องกับ กลยุทธ์ธุรกิจ Blue-Ocean และ High-Growth High-Margin ของบริษัทฯ ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ SMT เติบโตอย่างสูงมาตลอด 4 ปีหลัง และ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับผลประกอบการณ์และสถานะทางการเงินของ SMT อย่างมีนัยยะสำคัญ
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2553 SMT มีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้นถึง 98% เป็น 398 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนแรกของปีที่แล้ว และสูงกว่าผลกำไรสุทธิทั้งปีของปี 2552 ที่ 267 ล้านบาท ถึงกว่า 40% ขณะที่มี อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) โดย SMT ประสบความสำเร็จจากสินค้ากลุ่ม Blue Ocean (สินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย) ที่บริษัทร่วมพัฒนากับลูกค้า โดยเฉพาะระบบทัชสกรีนสำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ยอดนิยมของโลกมียอดผลิตเพิ่มขึ้น กว่า 80% และเซ็นเซอร์อัจฉริยะวัดระดับลมยางรถยนต์’ (TPMS) เพิ่มขึ้นกว่า 30%







