
เตือนผู้ผลิตเคมีเกษตรแจ้งขึ้นทะเบียนก่อน22ส.ค.
กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนให้ขึ้นผู้ผลิตสารเคมีเกษตรมาขึ้นทะเบียนสารเคมีหรือวัตถุอันตรายก่อนครบกำหนด 22 ส.ค.นี้
กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนให้ขึ้นผู้ผลิตสารเคมีเกษตรมาขึ้นทะเบียนสารเคมีหรือวัตถุอันตรายก่อนครบกำหนด 22 ส.ค.นี้
นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่าขอให้ผู้ประกอบการผลิตสารเคมีเกษตร หรือวัตถุอันตรายด้านการเกษตร เร่งมาขึ้นทะเบียนสารเคมีใหม่ ตามประกาศกรมวิชาการเกษตร ที่ให้มาขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายใหม่ ที่ประกาศตั้งแต่ พ.ย. 2552 ที่ผ่านมา ตาม พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้สารเคมี หรือวัตถุอันตรายที่ขึ้นทะเบียนมาก่อนหน้าจะหมดอายุทั้งหมดภายใน 3 ปี นับแต่พรบ.วัตถุอันตรายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจนุเบกษา ซึ่งจะครบกำหนดประกาศในวันที่ 22 ส.ค. 54 เพราะฉะนั้นให้มาเร่งขึ้นทะเบียนเพราะหากไม่ขึ้นทะเบียนแล้วหลังครบกำหนดวัตถุอันตรายที่ไม่มาขึ้นทะเบียนจะไม่สามารถผลิตและจำหน่ายได้
“ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างการเปิดให้เอกชนผู้ผลิตมาขึ้น ทะเบียนสารเคมีวัตถุอันตรายด้านการเกษตร ตามพรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 ซึ่งจะครบกำหนดการขึ้นทะเบียนในวันที่ 22 ส.ค. 2554 ซึ่งในประกาศจะมีการกำหนดขั้นตอนและวิธีการพิสูจน์ ตามหลักวิชาการ ส่วนกรณี สารเคมี 4 ตัวที่เช่น carbofuran, dicrotophos, EPN และ methomyl ซึ่งเป็นสารเคมีในกลุ่มยาฆ่าแมลงนั้นปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้มีการจำหน่ายหรือห้ามครอบครองแล้ว แต่อาจจะมีการลักลอบนำมาใช้ ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้มีการเข้มงวดในร้านเคมีเกษตรทุกวันอยู่แล้ว กรณีที่มีการพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายสารเคมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็จะดำเนินตามกฏหมาย"นายจิรากรกล่าว
นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรณีที่เครือข่ายไบโอไทยเรียกร้องให้มีการทบทวนการขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตรเพราะบางชนิดเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภคนั้น ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร อยู่ระหว่างการดำเนินการ ตามพรบ.วัตถุอันตราย ซึ่งหากทางภาคประชาชนเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรจะมีสารเคมีอันตรายตัวใด ก็สามารถเสนอมายังกระทรวงเกษตรฯได้เพื่อที่จะนำมาหารือร่วมกันด้วยเหตุผลต่อไป
ทั้งนี้ เครือข่ายไบโอไทย ได้แถลงการณ์ เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯใช้โอกาสที่กรมวิชาการเกษตรทบทวนการขึ้นทะเบียนสารเคมีการเกษตร จัดระบบการขึ้นทะเบียน เนื่องจากเห็นว่าระบบการขึ้นทะเบียนของสารเคมีเกษตรของไทยหย่อนยานมาก โดยอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนการค้าและสารออกฤทธิ์กว่า 27,000 รายการ ซึ่งอาจจะมากที่สุดในโลก ขณะที่ประเทศมาเลเซียและเวียดนามมีการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพียง 917 และ 1,743 รายชื่อตามลำดับเท่านั้น โดยเฉพาะการยกเลิกการขึ้นทะเบียน เช่น carbofuran, dicrotophos, EPN และ methomy







