
คาดปี54บาทอ่อนอยู่ที่ 31-32 บาท
คาดเงินบาทปีนี้อ่อนค่าลงอยู่ที่ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เหตุเงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่สหรัฐ เพราะมีสัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
คาดเงินบาทปีนี้อ่อนค่าลงอยู่ที่ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เหตุเงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่สหรัฐ เพราะมีสัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
นายเสถียร ตันธนะสฤษถ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทย เปิดเผยภายในเสวนา F.T.I. Economic Focus 1/2554 ว่า แนวโน้มค่าเงินบาทของไทยในปีนี้ น่าจะปรับตัวอ่อนค่าลงจากปีก่อนอยู่ที่ระหว่าง 31 -32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากมองว่าเงินทุนจะเริ่มไหลกลับไปซื้อหุ้นในตลาดของสหรัฐอเมริกามากขึ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณที่จะฟื้นตัว รวมทั้งเชื่อว่าสหรัฐฯจะไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 3 (คิวอี 3) และอาจจะยกเลิกการใช้คิวอี 2 ก่อนกำหนด
ในตอนนี้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากนี้อีก 2-3 สัปดาห์ น่าจะอ่อนค่ามาอยู่ที่ 31.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และในอีก 3 เดือนน่าจะอ่อนค่ามาอยู่ที่ระดับ 31.5-31.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าที่สุดในปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่จะไม่อ่อนค่าไปมากกว่านี้ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ
“ปีนี้เงินเหรียญสหรัฐจะเริ่มมีค่าสูงขึ้น เพราะสหรัฐมีสัญญาณเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เงินทุนสหรัฐที่เคยไหลออก จะเริ่มไหลกลับเข้าไปซื้อของถูกในตลาดสหรัฐมากขึ้น แต่เงินทุนจะไม่ได้เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว เป็นการเคลื่อนไหวแบบมีระเบียบ” นายเสถียร กล่าว
ขณะที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากการจัดการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เข้าไปแทรกแซงได้ดีขึ้น
นายบันลือศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้คงจะหยุดแข็งค่าชั่วคราว แต่โดยพื้นฐานแล้วยังจัดอยู่ในระดับที่แข็งค่าอยู่ เนื่องจากไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่มีหนี้ต่างประเทศต้องจ่าย ทำให้เงินไม่ไหลออก ประกอบกับมีการไหลเข้าของการลงทุนจากต่างชาติ จึงทำให้เงินบาทยังอยู่ในระดับแข็งค่า
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไม่มาก เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน เนื่องจากอัตราการว่างงานในสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง และงินเฟ้อยังไม่สูงมาก
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ในปี 2554 จะขยายตัวประมาณ 4-4.5% ขยายตัวลดลงจากปีก่อน และมีแนวโน้มจะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก ขณะที่การส่งออกน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 11-12% เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ยังไม่ฟื้นตัว
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระต่อเศรษฐกิจในปีนี้ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลต่อความต้องการซื้อในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง ตลาดจะไม่ขยายตัวเหมือนที่ผ่านมา และการแข่งขันด้านราคาจะสูงขึ้น 2.ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง แม้จะไม่มีความรุนแรงแต่ในมุมมองของเอกชนปัญหานี้ยังคงสร้างความกังวลให้นักธุรกิจอยู่เสมอ 3.ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมจะสูงขึ้นจากวัตถุดิบ ค่าแรง ดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อที่มาจากด้านต้นทุนโดยเฉพาะ โดยผู้ประกอบการที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าได้จะมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน
ขณะเดียวกันปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นได้ และไม่สามารถรับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้







