posttoday
'กูรู'แนะ เกาะเทรนด์ตลาด2010 สร้างแบรนด์ผงาด

'กูรู'แนะ เกาะเทรนด์ตลาด2010 สร้างแบรนด์ผงาด

22 มกราคม 2553

การทำตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ จะเป็นกระแสหลักที่แบรนด์สินค้าทั้งรายใหญ่และรายเล็ก หันมาต่อสู้ในปีนี้....

การทำตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ จะเป็นกระแสหลักที่แบรนด์สินค้าทั้งรายใหญ่และรายเล็ก หันมาต่อสู้ในปีนี้....

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

หลังจากกูรูตลาดหลายรายร่วมฟันธง ว่าในปีเสือ 2533 นี้ จะเป็นปีที่เจ้าของสินค้า และนักการตลาดหันมาทุ่มกิจกรรมการทำตลาดกันแบบชนิดดุเดือด เห็นสัญญาณได้จากปลายปีที่ที่เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบตลาดและอุตสาหกรรมโฆษณามากขึ้น  และเชื่อว่าปีนี้การแข่งขันการทำตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ จะเป็นกระแสหลักที่แบรนด์สินค้าทั้งรายใหญ่และรายเล็ก หันมาต่อสู้ในกันสมรถูมิตลาดในปีนี้กันมากขึ้น

ล่าสุด เอ็นเนอร์จี ภายใต้บริษัท ยังค์ แอนด์ รูบิแคม ในเครือ ดับเบิล วายพีพี จัดสัมมนาภายใต้ชื่อ ไอเดีย ฟูลเอล เดย์ “คิดให้แบรดน์ฟิต สตาร์ทติด ธุรกิจโต” ณ ศูนย์การค้ายามพารากอน เมื่อวันที่21 ม.ค. นี้

แบรนด์ยุคใหม่ตอบโจทย์ “ของใคร”

'กูรู'แนะ เกาะเทรนด์ตลาด2010 สร้างแบรนด์ผงาด

เริ่มจาก สรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานที่ปรึกษากิติมศักดิ์ของกลุ่ม  บริษัทยังก์ แอนด์ รูบิแคม (วาย แอนด์ อาร์) กล่าวว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจเอเยนซีระหว่างเจ้าของสินค้าได้เปลี่ยนไป เห็นได้ชัดในช่วงปีที่ผ่านมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ทั้งนี้ ในทุกปัญหาก่อให้เกิด “โอกาส
” เสมอ ด้วยการเปลี่ยนการสะกดใหม่ของคำว่า “PROBLEM”เป็น “OPPORTUNITY”  ซึ่งบริษัทได้นำมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจและประยุกต์การทำงานร่วมกับลูกค้าของบริษัทที่มีอยู่ 22 รายในปัจจุบันด้วย

สำหรับแนวโน้มการทำตราสินค้าที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันนี้ ไม่ได้มาจากการทำโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จุดเริ่มต้นจะต้องมาจาก “ไอเดีย” ที่ดี ในการนำพาให้แบรนด์ให้ประสบความสำเร็จได้บนวิกฤต และสามารถเข้าไปครองส่วนแบ่งตลาดและครองใจผู้บริโภคได้อีกด้วย โดยใช้ช่องทางอื่นๆมาผสมผสาน อาทิ พีอาร์ เว็บมาร์เก็ตติง ซีอาร์เอ็ม หรือ ไดเร็กเซลล์

ทั้งนี้หากถอยกลับมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะพบว่าป้ายตราสินค้า “เมด อิน ไทยแลนด์” นั้นมีความแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เกษตรกรรม ที่เมื่อถูกตีตราดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากกว่าเมื่อเทียบกับสินค้ากลุ่มอื่น ขณะที่โลกของแบรนด์ดิงในวันนี้ สิ่งที่

เจ้าของสินค้าต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค คือ “ของสิ่งนี้เป็นของใคร” เช่น แบรนด์ อาดิดาส ที่แม้ว่าจะมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศต่างๆในแถบเอเชีย ซึ่งบางคนอาจไม่สนใจว่าผลิตที่ไหน แต่ให้ความสนใจว่าเป็น “ของใคร”มากกว่า หรือแบนนด์ “มูจิ” ที่ไม่รู้ว่าทำสินค้าอะไร แต่ผู้บริโภครับรู้ว่าเป็นตราสินค้าของญี่ปุ่น ที่เก๋ และมีสไตล์

ดังนั้นนักการทำตลาด หรือ เจ้าของสินค้าจะต้องมองแบรนด์ของตัวเองก่อนว่า จะวางทิศทางไปทางไหน ด้วยแนวโน้มการทำตลาดแห่งอนาคตนี้ จะเริ่มที่ตัวลูกค้า หรือ “คัสโตเมอร์ เซ็นทริค” เป็นหลัก จากเดิมที่อยู่ในยุคที่เจ้าของสินค้าจับลูกค้าเป็นตัวประกัน ที่ควบคุมทุกอย่างเป็นไปตามแผนตลาดที่วางไว้ เช่น การปรับตัวของธุรกิจธนาคาร ที่ปล่อยให้ลูกค้าและพนักงานเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้นด้วยการลดกระจกกั้นกลางระหว่างงานบริการเคาน์เตอร์ออกไป
 
เช่นเดียวกับที่นโยบายของภาครัฐ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ “ครีเอทีฟ อีโคโนมี” ที่เป็นเรื่องของปลายน้ำ ขณะที่ทุกอย่างควรเริ่มจากต้นน้ำ หรือ ไอเดีย เป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง”ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ธุรกิจเศรษฐกิจในปัจจุบันควรต้องถอยกลับมาตั้งหลักในเรื่องนี้ พร้อมกลับเข้าสู่แนวคิด ยิ่งเล็กยิ่งดี ที่จะเป็นไอเดียง่ายๆ ในการทำตลาดในปีนี้

เกาะเทรนด์2010 สร้างแบรนด์

ด้าน โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ รองประธาน และผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร และวางแผนกลยุทธ์แบรนด์ หน่วยงานเอ็นเนอร์จี ภายใต้บริษัทวายแอนด์อาร์ ในเครือดับบลิวพีพี  กล่าวว่า แนวทางสำคัญในการสร้างแบรนด์จากแรงบันดาลใจ หรือ “แพสชัน ไอเดีย” เป็นสิ่งสำคัญ เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของแบรนด์เกิดใหม่ที่แตกต่างกันในช่องทางทางซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นแบรนด์ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่ามีอัตราการเติบโตของตราสินค้าเป็นหลายเท่าตัว ขณะที่ผู้บริโภคกำลังถูกถาโถมกระหน่ำด้วย แบรนด์ เมสเสจ หรือ การสื่อสารระหว่างแบรนด์ต่างๆจำนวนมากมายในเวลานี้

สำหรับวิธีการคุยกับผู้บริโภคในปี2010 นี้ จำเป็นต้องจะต้องมีการสื่อสารระหว่างแบรนด์ หรือ สร้างบทสนทนาให้มากขึ้น ด้วยต้องตระหนักว่าปัจจุบัน ผู้บริโภคเป็นฝ่ายควบคุม เห็นได้ชัดจากแนวทางการทำตลาดในปัจจุบันที่ แบรนด์ มีการสื่อสารร่วมกับลูกค้ามากขึ้น โดยพฤติกรรมผู้บริโภคมีความต้องการด้านการตอบสนองทางจิตวิญญาณ(สปิริตชวล) จากเดิมที่เป็นเรื่องของคุณประโยชน์(ฟังค์ชันนัล) หรือ อารมณ์ (อีโมชันนัล)

ส่วน 20 เทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี2010 นี้ ประกอบด้วย  1. Tangible Personalization 2. Unservice Forward 3. Peacocking  4. Rental Culture 5. Half Formal 6. Prodependancy 7. Not-So-Tricky Picky 8. DIY Healthcare 9. Nostalgia Marketing
10.Crowdsourced Campaigns

ถัดมา คือ 11. Exposed Vulnerabilty, 12. Emotionology 13. Simpletising14. Ecopolitan 15. Greenpliances 16. Nomadabodes 17. Pop-Uptailing 18. Life-Swapping 19. DIY Dcor  และสุดท้าย20. Next Besting

ทั้งหมดจะถูกขมวดอยู่ในเทรนด์หลัก คือ  1.สปิริตชวล ด้านจิตวิญญาณ  2.ดิจิตอล หรือ สื่อใหม่  และ3.สุขภาพ โดยความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ หรือ แบรนด์ จะเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งตราสินค้าที่ดีและที่จะอยู่รอดได้นั้น จะประกอบด้วย มีการเคลื่อนไหว(Motion) ทิศทาง(Direction) และเต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์(Dynamic) รวมถึงขุมพลัง หรือ เอ็นเนอร์จี ซึ่งเป็นเรื่องสากลระดับโลกการสร้างแบรนด์ไปแล้วในขณะนี้

นอกจากนี้แนวโน้มการจัดงานหรืออีเวนต์ ที่เรียกว่า “เฮ้าส์ ปาร์ตี” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางการตลาดที่มาแรง เห็นได้ชัดในต่างประเทศ รวมทั้งการรวมกันของแบรนด์สินค้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน อาทิ อาดิดาส ร่วมกับ ยางกู๊ดเยียร์ พัฒนารองเท้ากีฬาที่มีพื้นรองเท้าทำจากยางรถยนต์ หรือแบรนด์ กาแฟสตาร์บัค ร่วมกับวิสกีเบอร์เบิน จิมบีม ออกสินค้าเครื่องดื่มร่วมกัน เป็นต้น

ซึ่งสุดท้ายแล้วเพื่อนำไปสู่ชัยชนะในตลาดร่วมกัน หรือ “วิน-วิน” นั่นเอง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ