
การเมืองสกัดเงินนอก
สัปดาห์หน้ากลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความหวั่นวิตกให้เศรษฐกิจและการลงทุน....
สัปดาห์หน้ากลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความหวั่นวิตกให้เศรษฐกิจและการลงทุน....
การชุมนุมรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนมากน้อยเพียงใด สะท้อนในมุมมองของสองโบรกเกอร์ ซึ่งสรุปมุมมองได้ว่า ผลกระทบจะฉุดดัชนีหุ้นลงไปในระยะสั้นเท่านั้น ถ้าเทียบจากสถิติการชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมา
บล.พัฒนสิน : การเมืองสกัดเงินนอก
นักวิเคราะห์ คาดว่า แนวโน้มการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิสัปดาห์หน้าจะมีผลกระทบ ด้านลบสูงสุดต่อตลาดหุ้น จนถึงขั้นทำให้ January Effect หรือ การกลับเข้ามาซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในเดือนม.ค. 2553 ไม่เกิดขึ้นเลย
แม้ว่าการชุมนุมสัปดาห์หน้าอาจจะไม่ยืดเยื้อ และคาดรัฐบาลสามารถประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน ในการควบคุมการชุมนุมไม่ให้เกิดปัญหาได้ แต่การเคลื่อนไหวที่รุกหนักมากขึ้น ก่อนคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ทำให้นักวิเคราะห์บล.พัฒนสิน คาดว่า จะเป็นความเสี่ยงต่อภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และเป็นหนึ่งในปัจจัยลบที่ทำให้ไม่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย และโอกาสที่ดัชนีจะปรับฐานจากแรงขายทำกำไร เพราะโอกาสที่ดัชนีหุ้นขึ้นมีจำกัด บล.แห่งนี้คงยืนยันกลยุทธ์รายเดือน บนผลกระทบด้านบวกจากแรงซื้อสุทธิของต่างชาติ ในปีนี้ในประเทศไทยอาจไม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ แรงซื้อสุทธิของต่างชาติในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณจำกัด และตลาดหุ้นไทยไม่ใช่เป้าหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติในการเข้าลงทุนตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูง (อ่อนไหวต่อปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก) เพราะนักลงทุนรายย่อยและพอร์ตโบรกซึ่งเล่นสั้นมีสัดส่วนการซื้อขายรวมกันเกินกว่า 70% ของปริมาณการซื้อขายรวม โดยสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันลดลงเหลือ 22% ของมูลค่าตลาดรวม ทำให้ข่าวที่เข้ามากระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศ เช่น การเมือง เศรษฐกิจโลก จะส่งผลต่อการปรับลดลงของตลาดหุ้นทันที ในทางตรงกันข้าม ข่าวด้านบวกจะมีอิทธิพลน้อยกว่า และสั้นกว่าต่อตลาดรวมหุ้นกลุ่มขนาดเล็ก กลุ่มที่มีความปลอดภัยสูง กลุ่มปันผลดีจะเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นกลุ่มพื้นฐานดีขนาดใหญ่และกลุ่ม High Beta
ขณะที่ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) สหรัฐยังคงมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้น โดย IBM รายงานกำไรดีกว่าคาด และ Citicorp กำไรตามคาด แต่รายรับต่ำกว่าคาด และปริมาณหนี้เสียยังคงปรับสูงขึ้นคล้ายกับกรณี JP Morgan Chase
บล.พัฒนสิน แนะนำเลือกลงทุนเมื่ออ่อนตัวเป็นราย หลักทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ เช่น เกษตร อาหาร ค้าปลีก เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากการ ชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การประกาศผลการดำเนินงาน กลุ่มธนาคารส่วนใหญ่เป็นไปตามคาด ส่วนกำไรปี 2552 และไตรมาส 4 ปี 2552 ที่ดีกว่าตลาดคาด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) และแย่กว่าคาด ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) “เราคาดว่าจะมีการปรับประมาณการกำไรสูงขึ้นสำหรับ แบงก์ที่รายงานกำไรดีกว่าคาด และส่งผลบวกต่อราคาหุ้น ในระยะยาว และมีผลในทางตรงกันข้ามกับแบงก์ที่รายงานกำไรแย่ กว่าคาด ดังนั้นจะมีการขายหุ้นธนาคารออกมาในลักษณะ Sell on Fact”
บล.ธนชาต : นักลงทุนระยะยาวไม่น่าห่วง
ด้าน บล.ธนชาต วิเคราะห์โดยอ้างอิง 5 เหตุการณ์ดัง ในอดีต สะท้อนมาเป็นแนวรับรอบนี้ของ SET ที่ 719 จุด จากการนำ 5 สถานการณ์สำคัญในอดีตในช่วงปี 2549-2552 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญพบว่า การปรับตัวลงแรงของ SET เฉลี่ยประมาณ 3.8% ก่อนที่จะเห็นฟื้นตัวเพราะฉะนั้น รอบนี้น่าจะเห็น SET ปรับลงมา 28 จุด มาอยู่
ที่ 718.74 จุด (เทียบ 746.89 จุด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา) แต่เนื่องจาก 2 วันลงไปแล้ว 15 จุด หากจะลงต่อก็อีก 13 จุด ก่อนจะเห็นการปรับตัวขึ้น (ดูตารางข้างล่างประกอบ)
ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นคือขายก่อนแล้วลงมารอซื้อที่แนวรับส่วนนักลงทุนระยะยาวหากไม่หวั่นไหวกับการเมืองก็ถือต่อเพราะเราประเมิน SET สิ้นปีนี้ที่ 820 จุด







