
บสท.มั่นใจกำไรพุ่งกว่า พันล.
บสท. มั่นใจ กำไรก่อนปิดกิจการ 8 มิ.ย. ปีนี้ พุ่งกว่า 1,000 ล้านบาท จัดแคมเปญ " LAST PRICE ลดด่วนขบวนสุดท้าย " ขนเอ็นพีเอ 1,200 รายการ มูลค่ารวม1หมื่นล้านมาลดราคากว่า 20 %
บสท. มั่นใจ กำไรก่อนปิดกิจการ 8 มิ.ย. ปีนี้ พุ่งกว่า 1,000 ล้านบาท จัดแคมเปญ " LAST PRICE ลดด่วนขบวนสุดท้าย " ขนเอ็นพีเอ 1,200 รายการ มูลค่ารวม1หมื่นล้านมาลดราคากว่า 20 %
นางจุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บสท. เหลือระยะเวลาการทำงานไม่ถึง 100 วัน โดยจะปิดกิจการตามกฎหมายในวันที่ 8 มิ.ย. 2554 ทั้งนี้ บสท.จะเร่งดำเนินการขายทรัพย์สินที่มีอยู่รวมถึงเร่งปรับโครงสร้างหนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าในปีนี้จะมีรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกค้า 10,000 ล้านบาท และเป็นการขายทรัพย์รอการขายหรือ เอ็นพีเอ อีกประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าบริษัทฯ จะมีกำไรสุทธิกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อนำส่งเงินให้กับกระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ บสท.เร่งเดินหน้ารุกตลาดโดยจะจัดงานประมูลแคมเปญพิเศษ " LAST PRICE ลดด่วนขบวนสุดท้าย " ลดราคากว่า 20 % โดยจะเป็นการเปิดประมูลทรัพย์สินครั้งใหญ่ มีสินทรัพย์ 1,200 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยกำหนดจัดประมูลครั้งแรกในวันที่ 25 ก.พ. 2554 และครั้งที่ 2 วันที่ 1 เม.ย. 2554
" แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีความสนใจที่จะเข้ามาซื้อทรัพย์สินประเภทที่ดิน เนื่องจากได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า และเชื่อว่าไม่มีปัจจัยการเมืองเข้ามาส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนก็จะทำให้มีประชาชนสนใจลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ เป็นจำนวนมาก "
ทั้งนี้ บสท. ยังมีแผนจัดกิจกรรมสัญจรรุกตลาดในภูมิภาค โดยจะมุ่งพื้นที่เป้าหมายในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเป็นเขตที่มีทรัพย์สินของ บสท. จำนวนมากที่สุด โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ในส่วนของการปรับโครงสร้างหนี้และการขายเอ็นพีเอเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปิดกิจการ
นางจุไรรัตน์ กล่าวว่า ผลการการดำเนินงานในปี 2553 บสท.สามารถขายเอ็นพีเอได้ถึง 23,528 ล้านบาทโดยสูงจากเป้าหมายปี 2553 ที่ตั้งไว้ 7,400 ล้านบาท หรือเติบโต 318% โดยหากนับตั้งแต่บสท. เปิดดำเนินการปี 2544 สามารถขายเอ็นพีเอ ได้ทั้งสิ้น 9,221 รายการ มูลค่ารวม 69,134 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันคงเหลือเอ็นพีเอ 6,362 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 63,613 ล้านบาท แบ่งเป็นเอ็นพีเอที่รับโอนก่อน 1 ม.ค. 2553 จำนวน 5,389 รายการ คิดเป็นมูลค่า 56,556 ล้านบาท และเอ็นพีเอ ที่รับโอนเพิ่มในปี 2553 จำนวน 973 รายการ คิดเป็นมูลค่า 6,387 ล้านบาท







