
เอกชนห่วงต้นทุนพุ่งหากรัฐคุมราคาสินค้า
ดีเคเอสเอช ห่วงต้นทุนพุ่ง รัฐบาลคุมราคาสินค้ากระทบผู้ประกอบการ บุกหนักธุรกิจเทคโนโลยี รับงบภาครัฐสะพัด รักษายอดเติบโต 10% ปีนี้
ดีเคเอสเอช ห่วงต้นทุนพุ่ง รัฐบาลคุมราคาสินค้ากระทบผู้ประกอบการ บุกหนักธุรกิจเทคโนโลยี รับงบภาครัฐสะพัด รักษายอดเติบโต 10% ปีนี้
นายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ได้แก่ ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งหากราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร จะกระทบหนักโดยเฉพาะธุรกิจของดีเคเอสเอช เป็นเรื่องของการกระจายสินค้า ที่ต้องใช้ระบบขนส่งเป็นหลัก รวมถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ
“นอกจากนี้ มีแนวโน้มปัญหาเงินเฟ้อจะรุนแรงมากขึ้นในปีนี้ เพราะรัฐบาลควบคุมราคาสินค้านานเกินไป ทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน ยิ่งนานไปจะทำให้ภาคธุรกิจเกิดปัญหา” นายสมบุญกล่าว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว จีดีพีอาจจะเติบโตถึง 5% จากปีที่แล้ว ปัจจัยหลักมาจากสินค้าในภาคเกษตรปรับตัวสูง ทำให้กำลังซื้อรากหญ้าดีขึ้น นอกจากนี้ภาคส่งออก จะขยายตัวมากกว่าปีที่แล้ว ทำให้ประชาชนมีงานทำ รวมทั้งหากมีการเลือกตั้งในช่วงไตรมาส 2-3 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้นไปอีก
นายสมบุญ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้การใช้เงินของภาครัฐฟื้นตัว จาก 2-3 ปีก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาการเมือง โดยเฉพาะงบประมาณที่ลงไปในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอบจ.-อบต.ทั่วประเทศ ส่งผลดีต่อกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี ที่ให้บริการจัดหาเครื่องจักรสำหรับใช้งานสาธารณูปโภคของบริษัทฯ ซึ่งเห็นการเติบโตตั้งแต่ปีก่อน ที่ขยายตัว 15% มูลค่า 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตของหน่วยธุรกิจเทคโนโลยี 2 เท่า ใน 3 ปี หรือขยายตัว 20-25% ในปีนี้ ปัจจุบันธุรกิจเทคโนโลยีมีสัดส่วน 5% ของธุรกิจโดยรวม โดยธุรกิจหลัก คือ สินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีสัดส่วน 50% รองลงมา คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 40% และธุรกิจเคมีภัณฑ์ 5% ซึ่งปีนี้ ดีเคเอสเอช ตั้งเป้าหมายเติบโต 10% จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 123,000 ล้านบาท
นายสมบุญ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน แบ่งเป็นงบประมาณ 350 ล้านบาท ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ที่อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ได้ใช้งบ 600 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ ที่เหลือเป็นงบสำหรับบริหารงานภายใน โดยจัดตั้งศูนย์บริการหลังการขาย ระบบคอลล์ เซ็นเตอร์ สำหรับผลิตภัณฑ์และเครื่องมือเทคโนโลยี







