
กระเบื้อง-ผ้าเบรกขู่เลิกกิจการหลังอุตฯห้ามนำเข้าแร่ใยหิน
เอกชน ชี้กระทรวงอุตฯ ชงห้ามนำเข้าใยหินมีผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล ขู่เลิกกิจการ ส่อเลิกจ้าง 3,000 – 4,000 คน ชี้ประชาชนและเกษตรกรส่วนใหญ่เดือดร้อน คาดปูนซีเมนต์รับอานิสงค์กินรวบทั้งตลาด
เอกชน ชี้กระทรวงอุตฯ ชงห้ามนำเข้าใยหินมีผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล ขู่เลิกกิจการ ส่อเลิกจ้าง 3,000 – 4,000 คน ชี้ประชาชนและเกษตรกรส่วนใหญ่เดือดร้อน คาดปูนซีเมนต์รับอานิสงค์กินรวบทั้งตลาด
นายอุฬาร เกรียวสกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กระเบื้องโอฬาร ผู้ผลิตกระเบื้องมุงหลังคา แบรนด์โอฬาร และนายสุวิทย์ ปัญญาเสวนมิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปลีเท็กซ์ อินดัสทรี่ ผู้ประกอบการผ้าเบรกรถยนต์ กล่าวว่า ในวันที่ 24 ม.ค.นี้ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอร่างพระราชบัญญัติห้ามนำเข้าใยหินไครโซไทล์มาใช้ในประเทศไทยกับคณะรัฐมนตรี และจะมีการนำเข้า ค.ร.ม. เพื่อพิจารณาในเดือน ก.พ. ซึ่งหากมีการประกาศห้ามนำเข้าใยหินไครโซไทล์จริง บริษัทและผู้ประกอบการที่ต้องใช้ใยหินดังกล่าวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรค อาจจะต้องเลิกกิจการ และจะส่งผลให้ลูกจ้างประมาณ 3,000 - 4,000 คนต้องตกงาน
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเลิกกิจการ เพราะการลงทุนเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้าหรือกระเบื้องที่ไม่ใช้ใยหินอยู่ในระดับสูง หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ประกอบกับวัสดุทดแทนใยหินมีราคาสูงกว่าใยหินถึง 10 เท่า ซึ่งจะทำให้ราคากระเบื้องมุงหลังคามีราคาสูงขึ้น
นอกจากนี้ ปริมาณวัสดุทดแทนใยหินยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการต่างๆ ในโลก เนื่องจากปัจจุบันแหล่งผลิตวัสดุทดแทนใยหินมีเพียง 2 แห่งในโลก คือ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน และคุณภาพของกระเบื้องมุงหลังคาที่ไม่ใช้ใยหินยังด้อยกว่ากระเบื้องที่ใช้ใยหินทั้งในแง่ความแข็งแรงและคงทน ทำให้ผู้ประกอบการไม่มั่นใจในคุณภาพสินค้าและไม่สามารถแบกรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากผู้บริโภค เช่น ช่างไม้ และผู้อยู่อาศัย ต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายจากคุณภาพสินค้า
ปัจจุบัน บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย เพียงรายเดียวที่ผลิตกระเบื้องมุงหลังคาไม่มีใยหิน ที่ลงทุนเป็นเงิน 3,000 ล้านบาท เมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา ในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต ส่งผลให้ราคาขายกระเบื้องของบริษัทดังกล่าวแพงที่สุดในตลาดหรือในราคา 60 บาทต่อแผ่นขนาด 5 – 6 มิลลิเมตร ในขณะที่ผู้ผลิตกระเบื้องรายอี่นๆ ที่ยังใช้ใยหินขายในราคา 25 บาทต่อแผ่นขนาด 4 มิลลิเมตร ผลดังกล่าวทำให้ ปูนซีเมนต์ไทย สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจาก 50% เหลือ 20 – 30% ในขณะนี้
นายอุฬาร กล่าวว่า ตลาดกระเบื้องมุงหลังคาในประเทศไทยมีมูลค่าราว 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบมีใยหิน 80% และกระเบื้องไม่มีใยหิน 20% ดังนั้น หากมีการห้ามนำเข้าใยหินเมื่อใด บริษัท ปูนซีเมนต์ไทยจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องมุงหลังคาเพียงผู้เดียวในประเทศไทย เพราะผู้ผลิตกระเบื้องมุงหลังคารายใหญ่อีก 2 – 3 รายยังไม่ลงทุนหรือเตรียมการผลิตกระเบื้องมุงหลังคาแบบไม่มีใยหิน
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลมีความกังวลและห่วงใยในสุขภาพของประชาชนและผู้ประกอบการที่จะได้รับสารพิษหรือเป็นโรคมะเร็งปอดจากการใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของใยหิน รัฐบาลควรจะศึกษาวิจัยให้แน่ชัดว่าใยหินไครโซไทล์เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์หรือไม่ และไม่ควรจะห้ามนำเข้าใยหินเข้าประเทศไทยทั้งหมด ควรจะจำกัดจำนวนในการนำเข้าหรือห้ามใช้ใยหินในการผลิตสินค้าเป็นรายประเภท หรือบางรายการ ไม่ใช่ห้ามนำเข้าทั้งหมด
สำหรับความเป็นมาของการเสนอห้ามนำเข้าใยหินในประเทศไทย นั่นเกิดจากบุคคลบางคนที่ต้องการผลประโยชน์จากกลุ่มต่อต้านการใช้ใยหิน ซึ่งมีบริษัททนายอยู่เบื้องหลัง และหากประเทศไทยห้ามนำเข้าใยหินแล้ว ผู้ประกอบการจะถูกบริษัทเหล่านั้นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย โดยเป็นกลวิธีหนึ่งในการหารายได้ของกลุ่มคนและบุคคลบางกลุ่ม
นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ในฐานะเกษตรกร และประชาชนทั่วไป มองว่าหากการห้ามนำเข้าใยหินจะส่งผลให้กระเบื้องมุงหลังคามีราคาสูงขึ้น เกษตรกรที่ประกอบธุรกิจฟาร์มไก่ ฟาร์มหมู ที่ต้องใช้กระเบื้องในการมุงหลังคาฟาร์ม ต้องประสบกับความเดือดร้อนในแง่ต้นทุนที่สูงขึ้น หากจะกลับไปใช้หญ้าคา หรือใบจากมุงหลังคาแทนกระเบื้องที่มีราคาแพงก็เสี่ยงกับอัคคีภัย
นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศหรือราว 70% ใช้กระเบื้องในการมุงหลังคา หากราคาวัสดุก่อสร้างที่สำคัญอย่างกระเบื้องแพงขึ้น ระดับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไปก็จะต่ำลง และมีความยากลำบาก







