posttoday
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯธ.ค.พุ่งต่อเนื่องที่ระดับ109.7

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯธ.ค.พุ่งต่อเนื่องที่ระดับ109.7

20 มกราคม 2554

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นยู่ที่ระดับ 109.7 เหตุจากมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น พร้อมเสนอรัฐดูแลต้นทุนด้านพลังงาน ชะลอการลอยตัวแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นยู่ที่ระดับ 109.7 เหตุจากมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น พร้อมเสนอรัฐดูแลต้นทุนด้านพลังงาน ชะลอการลอยตัวแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนธ.ค. 2553 ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 109.7 จากระดับ 99.7 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยการที่ค่าดัชนีมีค่าเกิน 100 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอยู่ในระดับดี

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากความต้องการสินค้าและบริการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นจากราคาสินค้าเกษตร สถานการณ์ทางการเมืองไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแม้ว่าจะมีการชุมนุม อีกทั้งภาคการส่งออกขยายตัวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอยู่ในระดับดี

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 113.6 ในเดือนพ.ย. 2553 เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าดัชนีมากเกินระดับ 100 เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า เครื่องประดับ ยานยนต์ ปิโตรเคมี ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น กลุ่มที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 100 ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำตาล แก้วและกระจก ส่วนกลุ่มที่ค่าดัชนีต่ำกว่า 100 มี 3 กลุ่ม ได้แก่ โรงเลื่อยและโรงอบไม้ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องจักรกลการเกษตร

ด้านสภาวะแวดล้อมในการดำเนินกิจการ พบว่าผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ อัตราแลกเปลี่ยน สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และสถานการณ์ทางการเมืองตามลำดับ

ส่วนข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐในเดือนนี้ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ต้องการให้ภาครัฐดูแลราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบให้เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนให้กับภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและมีการกระตุ้นการส่งออกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ต้องการให้รัฐบาลชะลอการประกาศลอยตัวราคาแอลพีจีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีเวลาได้ปรับตัว พร้อมให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณบางส่วน หรือมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ดังนี้ 1. หามาตรการช่วยเหลือในการจัดหาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอก่อน โดยมีราคาไม่แตกต่างจากเดิม 2. มาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ให้เหมาะสมกับเชื้อเพลิงทางเลือก 3. มาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น

สำหรับอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบมากที่สุดในเรื่องการลอยตัวราคาแอลพีจี ได้แก่ อุตสาหกรรมเซรามิก และกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก ที่มีการใช้แอลพีจีคิดเป็นต้นทุนด้านพลังงานสูงถึง 25-40% ของต้นทุนรวม รวมทั้งยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น อาหาร เคมี พลาสติก ยาง และยา โดยการใช้แอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วย 12% ของการใช้ทั้งหมด

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ