posttoday

NIA แนะรัฐปรับกฎหมาย หนุนลงทุนนวัตกรรมไทยเติบโต

20 พฤศจิกายน 2566

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ แนะรัฐเร่งส่งเสริมนวัตกรรมด้านการเกษตร-อาหาร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทยในเวทีโลก มั่นใจหากทำได้จะช่วยยกระดับความยากจนของคนไทย พร้อมปรับปรุงกฎหมาย ขจัดอุปสรรค หนุนการลงทุน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวในงานสัมมนา PostToday Smart City ภายใต้หัวข้อ Smart Life: ยกระดับชีวิตคนไทยในเมืองต้นแบบ Smart City ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ว่า NIA มองว่า ขณะนี้มี 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องให้ความสำคัญและต้องจับตา ซึ่งสอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ และกระแสของโลก  ได้แก่


1. Agriculture Food and Herbs ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มาแรงมาก 
2. Medical and Health เพราะขณะนี้ประเทศไทยไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้เทรนด์เรื่องสุขภาพจึงมีความสำคัญ 
3. Energy Environment and EV ถือเป็นเทนด์ที่มาแรงอย่างมาก เนื่องจากตอบโจทย์กับเรื่อง
สิ่งแวดล้อมของโลก
4.Travel 
5.Soft Power ถือเป็นอีกเทรนด์ เรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ ซึ่งมองว่าต้องเป็น Soft Power ที่มีมิติของนวัตกรรมใส่เข้าไปด้วย 

 

ซึ่งจากเทรนด์ที่น่าจับตาดังกล่าว ทำให้เร็วๆนี้ รัฐบาล เตรียมจัดอีเว้นท์ใหญ่  Soft Power Forum ซึ่งเป็นงานระดับอินเตอร์เนชั่นแนล โดยจะมีการจัดแถลงถึงรายละเอียดในระยะอันใกล้นี้ เช่น งานจัดที่ใด จะโชว์ Soft Power ของไทยอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก อยากให้ทุกคนได้ติดตาม

 

ทั้งนี้ หากถามว่า ขณะนี้นวัตกรรมไทยอยู่จุดไหนของโลกนั้น ข้อมูลจาก โกลบอล อินโนเวชั่นอินเด็กซ์ ซึ่งเป็นการวัดดัชนีนวัตกรรมโลก วัดโดยองค์การทรัพย์สินโลก สำรวจจาก 132 ประเทศทั่วโลก พบว่า นวัตกรรมของไทยอยู่ที่ลำดับ 43 ของโลก ส่วนในกลุ่มประเทศเอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดคือ สิงค์โปร อยู่ที่อันดับ 5 ของโลก ถือเป็นหนึ่งประเทศที่มีนวัตกรรมที่ดีมาก เพราะภาครัฐมีนโยบาย และแนวทางการขับเคลื่อนที่ชัดเจนอย่างมาก อย่างไรก็ตามอันดับของไทย ถือว่าไม่ถือว่าแย่ เพราะหากเทียบกับในกลุ่มเอเชียด้วยกัน เช่น เวียดนามพบว่า อยู่อันดับที่ 46 และ มาเลเชีย 36 มีคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้กลุ่มนวัตกรรมเราดีขึ้นกว่านี้  ซึ่งสิ่งที่ไทยทำได้ดี คือ ตัวเลขผลิตภัณฑ์การครีเอทีฟ เพราะไทยมีของดีเชิงวัฒนธรรมเยอะ แต่สิ่งที่แย่ คือ เรากลับมีโปรดักช์ที่สะท้อนความเป็นวัฒนธรรม หรือท้องถิ่นออกมาได้น้อยมาก แสดงว่าเรามีของดี แต่ยังไม่ผ่านกระบวนการที่ผ่านการยอมรับ

 

“สิ่งที่เราต้องแก้ไขอย่างมากคือ เรื่องกฎระเบียบในการทำธุรกิจ เพราะจาก 132 ประเทศ พบว่าไทยอยู่ที่อันดับ 112 แสดงว่ากฎหมายในการทำธุรกิจนวัตกรรมจะต้องมีปรับปรุง เพื่อหนุนให้การทำธุรกิจได้สะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับ สิงค์โปรสิ่งที่ภาครัฐเขาได้จัดอุปสรรค์ในการทำธุรกิจออกไป เพื่อดึงดูดนักลงทุน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ รวมถึงลดปัญหาใต้โต๊ะ ซึ่งประเทศที่เขาประสบความสำเร็จเรื่องนวัตกรรมคือ เขาให้ความสำคัญเรื่องนี้ รวมถึงปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ เพราะเรามีคะแนนไม่ดี รวมทั้งต้องปรับเรื่องการศึกษา ไปพร้อมๆกัน” ดร.กริชผกา กล่าว

 

ดังนั้น การที่เราจะเดินหน้า Smart Life และ Smart City จะเห็นว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจาการออกแบบ ที่เกิดขึ้นจากหลายภาคส่วน คือ นโยบายภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างความตระหนัก และสื่อสารให้กับภาคประชาชน เศรษฐกิจให้เขาได้รับรู้ว่า เขาต้องปรับตัวอะไรบ้าง และต้องมีไทม์ไลน์ให้เขาได้ปรับตัวด้วย ไม่เช่นนั้น มันก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เอานโยบายมาทำให้การมีส่วนร่วมให้มากที่มากที่สุด

 

ดร.กริชผกา ยังกล่าวด้วย ว่า ภาคเกษตร และอาหารของไทยถือว่าเป็นตัวเต็ง และมีความแข็งแกร่งที่สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้ เพราะไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกที่สมบูรณ์มากๆ หากเราใส่นวัตกรรมเข้าไปจะทำให้ผลผลิตปรับตัวดีขึ้น เช่น อเมริกา เขามีการวิจัย และนำนวัตกรรมเข้าไปใส่ในกระบวนการผลิตข้าวโพด ทำให้ผลิตภาพการเกษตรเขาสูงมาก ซึ่งหากไทยทำได้จะช่วยยกระดับภาคเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นความยากจน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอีกกลุ่ม คือ Medical and Health พิสูจน์ได้จากช่วงมีสถานการณ์โควิด ทำให้รู้ระบบสาธารณะสุขของไทยดีมาก รวมถึง อาหารไทย ก็ถือเป็นจุดขายที่น่าสนใจ โจทย์อยู่ว่าเราทำอยางไรให้เกิดอิมแพค