posttoday

ประชุมบอร์ดกสทช.ล่ม 4 กสทช.ข้างมากค้านประชุมเปิดเผย

04 ตุลาคม 2566

ประชุมบอร์ดกสทช.ล่มอีกรอบ 4 กสทช.เสียงข้างมากค้านการประชุมแบบเปิดเผย เหตุไม่แจ้งล่วงหน้า ด้านประธานกสทช.แจง ต้องการประชุมแบบเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส แบบสากล เดินหน้าประชุมเปิดเผยครั้งต่อไป โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้ามากกว่านี้

การประชุมกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) โดยมีนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานบอร์ดกสทช. เป็นประธานการประชุม ในวันที่ 4 ต.ค. 2566 ในรูปแบบการประชุมแบบเปิดเผยครั้งแรกล่มไม่เป็นท่า เมื่อถึงเวลาเริ่มประชุมมีกรรมการเข้าประชุมเพียง 2 คนคือ นพ.สรณ และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ โดยหลังจากประธาน เปิดประชุมในเวลา 09.30 น.แล้วรอจนถึงเวลา 10.00 น. เมื่อองค์ประชุมไม่ครบจึงสั่งเลื่อนการประชุม

ขณะที่บอร์ดที่เหลือ 4 คน คือ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ,รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต ,รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ไม่ได้เข้าประชุม โดยได้ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หน้าห้องประชุมชี้แจงเหตุผลว่า ประธานได้นัดประชุมแบบเปิดเผยสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย จากที่สำนักงาน กสทช. ได้มีบันทึกข้อความ ด่วนมาก ที่ สทช 2001.1/2415 ลงวันที่ 27 ก.ย.2566 เรียน กสทช. ทุกท่านเพื่อเชิญประชุมแล้ว โดยมิได้ระบุว่าเป็นการประชุมแบบเปิดเผยหรือจำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง ที่ผ่านมาก็ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอดว่า กรณีนี้คือการประชุมแบบจำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง

แต่กรรมการ กสทช. เพิ่งทราบภายหลังว่าการประชุมครั้งที่ 20/2566 ประธาน กสทช. ได้กำหนดเป็นการประชุมแบบเปิดเผย โดยรับทราบจากสื่อมวลชนและหนังสือถึงเลขานุการของกรรมการ การกำหนดการประชุมแบบเปิดเผยจึงไม่ชอบด้วยขั้นตอนตามข้อบังคับการประชุมและใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ

การประชุมเปิดเผยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การกำหนดการประชุมครั้งที่ 20/2566 เป็นการประชุมแบบเปิดเผยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะวาระการประชุมส่วนใหญ่มีข้อมูลความลับทางธุรกิจของบริษัท ข้อมูลส่วนบุคคล และความลับราชการ เป็นต้น ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีข้อจำกัดและเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2540 เป็นต้น การประชุมแบบแบบเปิดเผยโดยเปิดกว้างให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องรับทราบข้อมูลดังกล่าวข้างต้นมีความเสี่ยงที่จะละเมิดกฎหมาย รวมทั้งอาจต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง ถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

การกำหนดให้การประชุมใดเป็นการประชุมแบบเปิดเผยต้องคำนึงถึงลักษณะและเนื้อหาสาระของวาระว่าต้องไม่มีข้อมูลที่มีข้อจำกัดในการเปิดเผย และสุ่มเสี่ยงกับการละเมิดสิทธิของบุคคลใด รวมทั้งต้องเปิดโอกาสให้กรรมการมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและไม่ต้องรับผิดชอบในการละเมิดที่อาจเกิดจากการแสดงความคิดเห็นที่บางครั้งกระทบกระเทือนถึงสิทธิบุคคลอื่น ดังนั้น มิใช่ทุกวาระสามารถจัดให้เป็นการประชุมแบบเปิดเผยได้ เช่น วาระการให้ความเห็นชอบผู้สมควรดำรงตำแหน่งเลขาธิการ
การเชิญบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับ

วาระดังกล่าวการประชุมแบบเปิดเผยสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นวาระเฉพาะตามที่กำหนดในระเบียบการประชุม ข้อ 8 และต้องไม่ใช่วาระการประชุมแบบปกติซึ่งมีข้อมูลจำนวนมากของผู้ประกอบการ/ผู้บริโภค 

แม้ประธานจะมีสิทธิกำหนดให้การประชุมครั้งใดเป็นการประชุมแบบเปิดเผยได้ แต่ก็ไม่ควรตีความตามตัวอักษร ถ้าดูระเบียบข้อให้จัดการประชุมแบบเปิดเผยในกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในภาพรวม กรณีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้พิการ กรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของคณะกรรมการ

4 พฤติกรรม เหตุแห่งวาระการประชุมคั่งค้าง
นอกจากนี้ยังมี  4 พฤติกรรม เหตุแห่งวาระการประชุมคั่งค้าง คือ การสั่งปิดประชุมกะทันหัน จากการประชุม กสทช. 16/2566 วันที่ 9 ส.ค. 2566 ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระที่ 4.43 เรื่อง (ร่าง) โครงสร้างของสำนักงาน กสทช. (ลับ) แต่มีข้อถกเถียงว่า ในการลงมติจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อ 41 หรือข้อ 45 ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในระหว่างที่การถกเถียงยังไม่ได้ข้อยุติ ประธาน กสทช. ได้สั่งพักการประชุม 20 นาที เพื่อออกไปหารือกับทีมงานของตนเอง หลังจากนั้นในระหว่างพักการประชุมยังไม่ครบเวลาตามที่กำหนด ประธาน กสทช. เข้าห้องประชุมมาแล้วก็ได้แจ้งปิดการประชุมทันที และเดินทางออกไปจากสำนักงาน กสทช. เลย  ต่อมาในการประชุม กสทช ครั้งที่ 17/2566 วันที่ 23 ส.ค.2566 แม้จะมีวาระคั่งค้างจำนวนมาก ประธาน ได้สั่งปิดการประชุม โดยอ้างว่า บ่ายโมงแล้ว  

การเปลี่ยนแปลงกำหนดวันประชุม/ สถานที่ประชุม / ยกเลิกประชุมตามความต้องการของประธาน เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ ที่ประชุม กสทช. มีการตกลงหลักการร่วมกันว่าจะประชุมทุกวันพุธ ตามแนวทาง กสทช. ชุดเดิม แต่จะประชุมถี่ขึ้น โดยเดือนหนึ่งจะประชุมสามสัปดาห์ แล้วเว้นหนึ่งสัปดาห์

ต่อมา ประธานขอเปลี่ยนเป็นประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ โดยกำหนดให้เป็นวันพุธที่สองและพุธที่สี่ของเดือน พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำเสนอปฏิทินล่วงหน้าทุกสามเดือนเข้ามาให้บอร์ดพิจารณาความเหมาะสม ดังเช่นที่ปรากฏในรายงานการประชุม กสทช ครั้งที่ 12/2566 วาระที่ 5.31 เรื่องการจัดทำแผนการประชุม กสทช ประจำปี 2566 ไตรมาสที่สาม  ภายหลังจากการประชุม กสทช ครัั้งที่ 13/2566 ที่มีการพิจารณาวาระเรื่องรายงานผลการตรวจสอบกรณีบอลโลก พบว่า ประธานได้มีการเปลี่ยนแปลงวันประชุม และได้มีการเปลี่ยนสถานที่ประชุมจากห้องประชุมชั้น 12 ของอาคารอำนวยการ ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมตลอดการประชุมของ กสทช ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยอำเภอใจ ท่ามกลางเสียงทักท้วงของกรรมการส่วนใหญ่ในเรื่องความปลอดภัยและการบันทึกเสียง ประธานอ้างว่าต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ อุปกรณ์ห้องประชุมชั้น 12 เสียง และบางครั้งอ้างว่าเป็นอำนาจของเลขาธิการ

การใช้ดุลพินิจกำหนดลำดับวาระเร่งด่วนโดยอำเภอใจแม้อำนาจในการนำเสนอและลำดับวาระว่าเรื่องใดเป็นวาระเร่งด่วนเพื่อเสนอต่อที่ประชุม เป็นอำนาจของ ประธาน กสทช. ตามระเบียบ ข้อบังคับการประชุม ข้อ 19 และข้อ 20  ซึ่งส่งผลทำให้ประธานเป็นผู้สามารถบริหารจัดการและชี้ขาดว่าจะพิจารณาวาระใดก่อนหลัง การใช้ดุลพินิจของประธานที่ผ่านมาในการจัดลำดับความสำคัญของวาระการประชุมกลับไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง

ในการประชุมหลายครั้ง บอร์ดหลายคนในที่ประชุมเสนอให้ประธานบริหารจัดการและนำวาระเร่งด่วนขึ้นมาพิจารณาก่อน เพื่อให้สำนักงานสามารถนำไปดำเนินการต่อได้เพราะมีเงื่อนไขในเรื่องห้วงเวลา กระนั้นก็ตามประธานอ้างว่าอำนาจในการกำหนดวาระเพื่อพิจารณาและกำหนดเวลาปิดประชุมเป็นของประธาน ไม่ใช่อำนาจของบอร์ด ดังเช่นการประชุม กสทช ครั้งที่ 19/2566 วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการจัดประชุมที่จังหวัดนครพนม

เลขานุการและประธานเป็นผู้เลือกวาระขึ้นมาพิจารณา  เช่น วาระรับรองรายงานการประชุมที่ควรจะเป็นวาระพิจารณาตั้งแต่ต้น เลขานุการโดยความเห็นชอบของประธาน เสนอเลื่อนการพิจารณา  ทำให้การรับรองรายงานการประชุมค้างตั้งแต่ครั้งที่ 16/2566 วันที่ 9 ส.ค. เป็นต้นมา 

และประธานยังเป็นผู้กำหนดเวลาปิดประชุมโดยอ้างว่าต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ ส่งผลให้การประชุมครั้งที่ 19/2566 ดังกล่าวพิจารณาวาระค้างได้เพียง 3 วาระ จาก 37 วาระ และพิจารณาวาระใหม่ 8 วาระจาก 16 วาระ ดังนั้นการประชุม กสทช ครั้งที่ 20/2566 วันที่ 4 ต.ค.2566 จึงมีวาระค้างพิจารณาถึง 42 วาระ และวาระเพื่อพิจารณาที่เข้ามาใหม่อีก 22 วาระ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการใช้ดุลพินิจบรรจุวาระอย่างเลือกปฏิบัติ ประธานอ้างว่าอำนาจในการบรรจุวาระเป็นของประธาน แม้ข้อบังคับการประชุมจะระบุว่ากรรมการ กสทช. มีสิทธิเสนอวาระเข้าที่ประชุม แต่หลายครั้งประธานปฏิเสธที่จะไม่อนุมัติเรื่องเข้าประชุม ที่ผ่านมามีตัวอย่าง อาทิ การบรรจุวาระ กสทช. มีความล่าช้าเป็นเหตุให้การพิจารณามีมติในการประชุม กสทช 14/2566 วันที่ 26 มิ.ย.2566 วาระ 4.6  การรับสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาการแข่งขันกีฬารายการที่กำหนดในภาคผนวกประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 ของสถานีโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา (T Sports 7) เกิดขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ไปแล้ว ซึ่งการแข่งขันฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-17 พฤษภาคม 2566

โดยที่คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาและมีมติเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2566 ก่อนการเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ  ห้วงเวลาระหว่างการขอบรรจุวาระของสำนักงาน กสทช. กับวันที่เรื่องได้รับการอนุมัติให้บรรจุวาระ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ซึ่งการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ก็ได้จบลงแล้ว

ยืนยันประชุมเปิดเผยตามหลักสากล
ด้านพล.อ. สิทธิชัย มากกุญชร โฆษกประจำประธานกสทช.กล่าวว่า การประชุมแบบเปิดเผยในวันนี้ ทางประธาน กสทช.ต้องการให้มีความโปร่งใส่ เหมือนเช่นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการถ่ายทอดเสียงตามสาย และมองว่าวาระเรื่อง เสนอชื่อเลขาฯ กสทช. และการปรับโครงสร้างสำนักงานฯ ไม่จำเป็นต้องแยกออกมาประชุมเป็นวาระพิเศษ ส่วนข้อกังวัลของ 4 บอร์ด ในเรื่องการประชุมแบบเปิดเผยนั้น ก็จะนำไปเรียนประธานกสทช. ซึ่งการประชุมบอร์ด ครั้งต่อไปก็ยืนยันว่าจะเป็นการประชุมแบบเปิดเผย และจะมีการแจ้งล่วงหน้าหลายวันต่อบอร์ดก่อน

ข่าวล่าสุด

อินเดียยกเลิกแนวคิดบังคับติดตั้งแอป Aadhaar บนสมาร์ทโฟน