
ทหารไทยชูกองทุนGlobal Bond
บลจ.ทหารไทย ชู กอง Global Bond เป็นพระเอกปีนี้ ตั้งเป้าสินทรัพย์สุทธิ 3 หมื่นล้านบาท
บลจ.ทหารไทย ชู กอง Global Bond เป็นพระเอกปีนี้ ตั้งเป้าสินทรัพย์สุทธิ 3 หมื่นล้านบาท
นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย กล่าวว่า ปีนี้มีเป้าหมายที่จะขายกองทุนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ที่จะครบกำหนดในปีนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000-4,000 พันล้านบาท
ทั้งนี้ บลจ.ทหารไทย มีเอยูเอ็ม ณ สิ้นปี 2553 เท่ากับ 1.33 แสนล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 4.23% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
“ในปีที่ผ่านมาการเติบโตของทั้งอุตสาหกรรมไม่มากเช่นเดียวกัน ยกเว้นแต่ บลจ.ขนาดใหญ่ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นอัตราที่เพิ่มขึ้น 4.23% ถือว่า น่าพอใจ” นายสมจินต์กล่าว
พร้อมกันนี้ นายสมจินต์ กล่าวว่า บลจ.ทหารไทย มีแผนที่จะออกกองทุนใหม่ 3 กองทุน คือ กองทุนเปิดทหารไทย โกลด์ สิงคโปร์ และ กองทุนเปิดทหารไทย โกลด์ สิงคโปร์ เพื่อการเลี้ยงชีพ รวมทั้ง กองทุนเปิดทหารไทย Global Bond Fund เพื่อการเลี้ยงชีพ เพื่อเป็นทางเลือกให้นักลงทุน
อย่างไรก็ตาม นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า กองทุนที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร คือ กองทุนเปิดทหารไทย Global Bond Fund เนื่องจากมีผลตอบแทนที่ดี และสามารถรองรับเม็ดเงินจากนักลงทุนกองทุนเกาหลีใต้ที่ครบกำหนดได้ โดยทาง บลจ. และ ธนาคารทหารไทย เตรียมจัดรายการส่งเสริมการขายกองทุนนี้อย่างต่อเนื่อง
“มีเป้าหมายในใจว่า สินทรัพย์สุทธิของกองทุน Global Bond Fund จะเพิ่มได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่เป้าหมายแรกที่คาดว่า จะทำได้แน่ๆ คือ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเตรียมทำโปรโมชั่นค่อนข้างมาก และคาดว่า จะมีเงินบางส่วน หรือ ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากกองทุนเกาหลีที่ครบกำหนด นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพิ่มสินทรัพย์ของกองทุนธนพลัส อีก 1.2 – 2 หมื่นล้านบาท จาก 2 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน” นายไพศาล กล่าว
นอกจากนี้ นายไพศาล ยังกล่าวถึงกองทุนเปิดทหารไทย โกลด์ สิงคโปร์ ที่จะเปิดใหม่ว่า จะลงทุนในกองทุน SPDR ที่ซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 80-95% ซึ่งต่างจากกองทุนทหารไทย โกลด์ ที่ลงทุนกองทุน SPDR ที่ซื้อขายในตลาดนิวยอร์ก และไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
“กองทุนเดิมจะดีกว่า ถ้านักลงทุนมองว่า ค่าเงินบาทจะอ่อนค่า แต่หากมองว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่า กองทุนใหม่จะดีกว่า”นายไพศาล กล่าว







