
หอการค้าไทย ชี้ชุมนุม ยืดเยื้อ-รุนแรงกระทบท่องเที่ยว ฉุดจีดีพีวูบ 1%
หอการค้าฯ ประเมินชุมนุมประท้วงทางการเมืองไม่รุนแรง เศรษฐกิจยังโตได้อยู่ในกรอบ 3.5-4% แต่หากสถาการณ์พลิกผันยืดเยื้อ-ยกระดับสร้างความเสียหาย ทำนักท่องเที่ยวหายเหลือเดือนละ 1 ล้านคน เม็ดเงินสูญไปจากเศรษฐกิจ 5 แสนล้านบาท ฉุดจีดีพีหด 1%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น และการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษกิจที่ภาคธุรกิจทุกส่วนมีความกังวล เพราะการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า มีทำให้การจัดทำงบประมาณล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อตัดสินใจ หรือวางแผนธุรกิจของนักลงทุน และส่งผลต่อฟื้นตัวของเศรษฐไทย
อย่างไรก็ตามเชื่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า แต่ยังอยู่ในกรอบเดือน สิงหาคม-กันยายน 2566 ทำให้เศรษฐกิจเสียโอกาสไม่รุนแรง เพราะรัฐบาลรักษาการสามารถประคองการจ่ายงบประมาณไปได้
ส่วนการชุมนุมประท้วงทางการเมือง ประเมินภาพในขณะนี้มองว่า จะไม่ยืดเยื้อจนกระทบการเติบโตของเศษฐกิจไทย และหากสามารถตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือน สิงหาคม-กันยายนนี้ ทำให้คาดว่า จีดีพีของไทยในปีนี้ จะเติบโตได้อยู่ในกรอบ 3.5-4% ต่อปี
“หอการค้ายังคงกรอบจีดีพีในปีนี้อยู่ที่ 3.5% และหากการประท้วงไม่มีความรุนแรงจนน่ากลัว ถึงขึ้นทำให้เกิดการเจ็บ เสียชีวิต หรือเผาทำลาย ทุกอย่างผ่านไปได้ เศรษฐกิจไทยจะโตได้ในกรอบ 3.5-4% ถามว่าทำไมถึงมั่นใจแบบนั้น นั่นเพราะธนาคารโลกได้ประเมินเศรษฐกิจไทย ขยายตัว 3.9% ซึ่งเชื่อว่า ได้ประเมินปัจจัยทางการเมืองไปบ้างแล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนยังใหญ่ไม่นำการเมืองมาถ่วงเป็นปัจจัยลบรุนแรง หอการค้าฯจึงยังมองการเติบโตของเศรษฐกอยู่ที่ 3.5% บวกลบ ยังไม่เปลี่ยนประมาณการณ์ แต่ถ้าเหตุการพลิกผันรุนแรง ก็ต้องดูระดับความรุนแรงว่าเป็นอย่างไร ” นายธนวรรธน์ กล่าว
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ยังเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ และคาดหวังว่า ปีนี้ที่จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวในไทยประมาณ 30 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวที่มาไทยทุก 10 ล้านคน จะสร้างให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งคาดหวังว่าในไตรมาส4 จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 7-9 ล้านคน แต่หากสถานการณ์การเมืองพลิกผันเกิดความรุนแรง จะกระทบทำให้นักท่องเที่ยวหายไป ต่อเดือนเหลือแค่ 1 ล้านคน จาก 2-3 ล้านคน และถ้าการชุมนุมยืดเยื้อ 6 เดือนหลัง นักท่องเที่ยวจะหายไปครึ่งหนึ่ง หรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวจะหายไปรวม 10 ล้านคน เม็ดเงินหายไปจากเศรษฐกิจ 2-5 แสนล้านบาท จีดีพีถูกลบไป 1% จะทำให้วงจรการเคลื่อนเศรษฐกิจชะงักลง แต่ตอนนี้เร็วเกินไปที่จะประเมิน และเชื่อว่าไม่น่าเหตุความรุนแรงจุดนั้นจะเกิดขึ้น
สำหรับ ผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย.พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากระดับ 55.7 เป็น 56.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 40 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา
ทั้งนี้เป็นผลมาจากผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายเรื่องค่าครองชีพลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นทุกรายการอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งและเสถียรภาพทางการเมืองรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ค่าครองชีพที่ยังทรงตัวสูงโดยเฉพาะค่าไฟฟ้า รวมถึงสถานการณ์สถาบันการเงินของโลก เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
ตลอดจนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งส่งผลลบต่อการส่งออกของไทยทำให้การส่งออกในช่วงนี้หดตัวลง และมีผลกระทบในเชิงลบต่อกำลังซื้อของประชาชนในทุกภูมิภาคขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 51.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม 53.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 65.1 ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนพฤษภาคม แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง







