posttoday
ถอดรหัสภารกิจสู่ Tech Company ทำรายได้แตะแสนล้านใน 5 ปี

ถอดรหัสภารกิจสู่ Tech Company ทำรายได้แตะแสนล้านใน 5 ปี

01 พฤษภาคม 2566

ถอดรหัสภารกิจ Mission to The Sun ของ WHA Group ภายใต้การนำของ จรีพร จารุกรสกุล ยกเครื่ององค์กรสู่ Technology Company ในปี 2567 เพื่อวางฐานเติบโต สู่เป้าหมายทำรายได้แตะ 100,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี พร้อมรอเผยโฉม Meta W ในฐานะ "The 1st Industrial Verse" ไม่เกิน 2 เดือนจากนี้

WHA Group ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 ปัจจุบันประกอบด้วย 4 ธุรกิจหลักคือ 1) ธุรกิจพัฒนา และบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการอยู่ 2.7 ล้าน ตร.ม. โดยทีผู้เช่ากว่า 200 ราย บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ 41 แห่ง 2) ธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ที่มีถึง 12 นิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่รวมกว่า 71,000 ไร่ (ทั้งโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วและกำลังพัฒนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3) ธุรกิจให้บริการสาธารณูปโภคและพลังงาน ที่จำหน่ายและให้บริการ สาธารณูปโภค กว่า 145 ล้าน ลบ.ม. และกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 683 เมกะวัตต์ 4) ธุรกิจให้บริการด้านดิจิทัล ที่ดำเนินการเรื่อง Digital Transformation อยู่กว่า 32 โครงการ (เริ่มตั้งแต่ปี 2564) 

แต่นับจากนี้ธุรกิจให้บริการด้านดิจิทัลของ WHA Group กำลังจะเดินหน้าสู่ภารกิจสำคัญภายใต้แผนงาน Mission to the Sun หรือเป็นการทรานสฟอร์มองค์กรสู่ดิจิทัล เพื่อก้าวสู่การเป็น Technology Company ภายในปี 2567 จากการเปิดเผยของ จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA Group) ซึ่งเล่าถึงที่มาของภารกิจดังกล่าวว่า

นับจากตัดสินใจเมื่อปี 2560 ว่า ด้วยธุรกิจเดิมที่บริษัทได้สร้างไว้ หากสามารถนำเรื่องเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จะช่วยให้ WHA เติบโตอย่างยั่งยืนได้ จึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กร ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ ทรัพยากรบุคคล วัฒนธรรม ไปจนถึงขั้นตอนการทำงานของทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้มีศักยภาพพร้อมรับมือกับยุคดิจิทัล รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า สร้างผลิตภัณฑ์ และมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจของลูกค้า

จริง ๆ แล้วนิยามเรื่อง Tech Company เป็นเวอร์ชั่นในแบบของ WHA คือเรามองภาพว่า ที่ผ่านมาเรานำเทคโนโลยี มาปรับใช้ในธุรกิจ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ outsource ออก แต่สุดท้ายแล้วเราอยากให้เทคโนโลยีตรงนี้สร้างโดยคนของ WHA เอง พร้อมกับวางโครงสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อน business ต่อไปในอนาคตข้างหน้า

กระทั่งนำไปสู่การประกาศภารกิจ  Mission to The Sun เมื่อต้นปี 2565 ที่ต้องการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ Technology Company ภายใน 3 ปี โดยการรวมรวมโครงการต่าง ๆ ที่มาจากแนวคิดของทีมงนาในบริษัท กระทั่งสรุปออกมาได้ 9 โครงการหลักในระยะเริ่มแรก

โดยครอบคลุม 4 ด้านคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ การดูแลลูกค้า การพัฒนาคนและกระบวนการทำงาน ตลอดจนการพัฒนาเพื่อความยิ่งยืน ซึ่งมีโครงการเด่น ๆ ได้แก่ โครงการ Green Logistics โครงการ Meta W (เมตาเวิร์ส ด้านอุตสาหกรรม) โครงการ WHAbit (Digital Health Tech) เป็นต้น

Mission to The Sun เป็นการกระตุ้นเตือน ให้คนของเราออกจาก Comfort zone ออกจาก Mindset ว่าพระอาทิตย์คือเผาไหม้ แต่ไม่ใช่ แต่คือการนำแหล่งพลังงานมาสร้างเรา มาเติมเต็มสิ่งที่ต้องการให้ก้าวไปข้างหน้าได้ แค่ประกาศชื่อโครงการก็ได้ใจแล้วและปังมาก

แจ้งเกิด Green Logistics 
ทั้งนี้แม้จะเริ่มโครงการต่าง ๆ ของ Mission to The Sun ไปเมื่อต้นปี 2566 ก็ตาม แต่ก็มีโครงการที่คืบหน้าไปเร็ว อย่าง Green Logistics ที่มีโจทย์ใหญ่อยู่ที่การหาทางออกที่จะลดการใช้พลังงานลง เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ

โดยนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ เช่น การขนส่งด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ด้วย Solar Rooftop เป็นต้น โดยจรีพรคาดว่าจะเห็นภาพความคืบหน้าของ Green Logistics ชัดเจนยิ่งขึ้นช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ในส่วนของการทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ล่าสุดกลุ่ม   WHA  ได้ประกาศเข้าไปลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ.สยามราชธานี (SO) จำนวน 111,597,905 ล้านหุ้น หรือเทียบเท่า 20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเพิ่มทุน เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างยั่งยืนในเชิงกลยุทธ์ และโอกาสในการต่อยอดธุรกิจในเครือของทั้งสองบริษัทในหลาย ๆ มิติ รวมถึงยังให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกับ WHA ด้วย ซึ่ง EV Fleet Rental and Management เป็นหนึ่งในความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของแผน Green Logistics

สำหรับโครงการ Green Logistics ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ WHA Group ผ่านกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ โดยบริษัทได้ศึกษาและวางแผนนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้อย่างจริงจัง ในคลังสินค้าอัจฉริยะและศูนย์กระจายสินค้า

โดยพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์และฉนวนกันความร้อน รวมไปถึงการติดตั้งระบบควบคุมแสงไฟและอุณหภูมิอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยลูกค้าลดต้นทุนค่าซ่อมบำรุงและการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วยในขณะเดียวกัน ตลอดจนมีการพัฒนาการขนส่งสีเขียว อาทิ การเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่หวังสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในอนาคตอีกด้วย 

สู่ Digital Health Tech ด้วย WHAbit 

จรีพรเล่าถึงอีกหนึ่งโครงการ ที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ Mission to The Sun อย่างโครงการ Digital Health Tech ว่า ด้วยจุดเริ่มต้นที่ภายในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่ม WHA มีกลุ่มคนงานประมาณ 200,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนต่างจังหวัดที่เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ยาก จึงต้องการหาทางออกที่จะลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้และไม่ต้องลำบากลางานเพื่อไปพบแพทย์

โดยนำเทคโนโลยีมาช่วย เช่น Telemedicine ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ WHAbit หรือ โซลูชันสำหรับ Digital Health Tech ที่บริษัทพัฒนาขึ้นในปีที่ผ่านมาแต่ยังเป็นเพียงเวอร์ชั่น 1 เท่านั้น แต่ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างพัฒนาเวอร์ชั่น 2 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวเป็นทางการราวไตรมาส 2 ของปีนี้

อีกทั้งยังมีแผนจะต่อยอดไปสู่  WHAbit insights และ  WHAbit Fit โดยจะเพิ่มเติม features ใหม่ ๆ เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลการออกกำลังกาย การเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน ข้อมูลการตรวจสุขภาพ ฯลฯ 

สิ่งที่เรามองภาพคือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมของเรา มาใช้ WHAbit แล้วทำให้ต้นทุนของเขาถูกลง ทั้งการรักษาพยาบาล ประกัน ขณะที่พนักงานของเขาเอง ก็สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ ฉะนั้นจึง win-win ทั้งหมด เช่นเดียวกับที่สามารถออกแบบ prevention และ prediction ของพนักงานทั้งหมดได้ จึงตอบโจทย์ทั้งหมดของการทำเรื่อง Digital Health Tech ขึ้นมา ไม่ใช่แค่รักษาพยาบาลแต่เป็นการป้องกันด้วย

จรีพรเปิดเผยอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมแผนเปิดตัว Meta W ภายในไม่เกิน 2 เดือนนับจากนี้ ด้วยมุ่งหวังให้เป็นเมตาเวิร์สด้านอุตสาหกรรมรายแรก  และเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของ Mission to The Sun  เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของบริษัท ในยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ Meta W จะเริ่มก้าวแรกด้วยการะนำเสนอ Digital Twin โดยลูกค้าสามารถเข้าไปสัมผัส และมีประสบการณ์เสมือนจริงทั้งในรูปแบบของกิจกรรม การดำเนินงาน โมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าทั้งภายในและภายนอกระบบนิเวศของกลุ่มบริษัทเพิ่มเติมในอนาคตด้วย

Meta W มองภาพเป็น process ถัดไป หลังจากทำ Digital Twin ก่อน นั่นคือเป็นช่องทางให้ลูกค้ามา visit นิคมอุตสาหกรรมได้ง่าย ซึ่งเราเรียนรู้จากที่เคยติดปัญหาเมื่อตอนโควิด 19 ระบาดแล้วลูกค้าไม่สามารถเดินางมาดูนิคมของเราได้ ต้องใช้วิธีถ่ายภาพจากโดรนส่งให้ดู  หากตอนนั้นเรามี Digital Twin หรือ Metaverse ให้ลูกค้าเห็นของจริงเหมือนกับลูกค้าขับรถเข้าไปในนิคมได้ก็จะดีกว่า ถือเป็นอีกหนึ่ง marketing tools แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ต้องสร้างรายได้ในอนาคตด้วย

เดินหน้า 5 ปีรายได้แตะแสนล้าน

อย่างไรก็ตาม หลังจาก WHA Group สร้างสถิติกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากผลการดำเนินงานเมื่อปี 2565 แล้วนั้น เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจรีพรได้ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายการสร้างผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทุกมิติ ด้วยงบลงทุนจำนวน 6.85 หมื่นล้านบาท ใน 4 กลุ่มธุรกิจกรุ๊ป ภายใน 5 ปี (ปี 2566-2570)

ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม (ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์) จำนวน 2.9 หมื่นล้านบาท ธุรกิจสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟฟ้า (WHAUP) จำนวน 1.85 หมื่นล้านบาท และธุรกิจดิจิทัล (ดับบลิวเอชเอ ดิจิทัล) จำนวน 4 พันล้านบาท ดังนั้นจึงตั้งเป้ารายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติรวม 5 ปี ไว้ที่ระดับ 100,000 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2565 มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรและกำไรสุทธิ ทั้งสิ้น 15,567.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.1% และ 4,045.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.2% ตามลำดับ โดยหากพิจารณาถึงผลประกอบการปกติ บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 15,566.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.9% และกำไรปกติ 4,064.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.0% ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทุบสถิติกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ ในปี 2565 ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างโดดเด่น จากอานิสงส์จากการเปิดประเทศ ที่ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีการฟื้นตัว และสภาวะการลงทุนกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย ณ สิ้นปี 2565 สามารถลงนามสัญญาเช่าโครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/คลังสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 136,332 ตารางเมตร และยังมีสัญญาเช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงรวม 135,012 ตารางเมตร

ส่งผลให้มีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารทั้งหมด 2,718,231 ตารางเมตร จากแนวโน้มการเช่าพื้นที่คลังสินค้าคุณภาพสูงที่มีเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ของบริษัทฯ โดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 92 ในไตรมาส 4/2565 และทั้งปี 2565 บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และการขายสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ทั้งสิ้น 3,886.3 ล้านบาท และ 4,743.0 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา ยังประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวโครงการดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เทพารักษ์ กม.21 บนเนื้อที่รวมกว่า 400 ไร่ โดยปัจจุบันมีการลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่ ในเฟส 1 แล้ว ถึงร้อยละ 68 หรือคิดเป็นพื้นที่เช่ากว่า 130,000 ตารางเมตร กับลูกค้าที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่หลายราย ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ (3PL) และผู้เช่าหลักรายอื่น ๆ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

ส่วนธุรกิจ Office Solutions ก็ได้เดินหน้าขยายโครงการอาคารสำนักงานให้เช่าที่สมัยใหม่ในหลากหลายทำเลที่ตั้งบนใจกลางกรุงเทพฯ ล่าสุดเตรียมเปิดตัวโครงการ WHAKW S25 ที่คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยปัจจุบันบริษัทมีโครงการอาคารสำนักงานให้เช่าอยู่แล้ว 6 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 100,000 ตารางเมตร

สำหรับเป้าหมายธุรกิจโลจิสติกส์ ในปี 2566 นี้ คาดว่าจะส่งมอบโครงการใหม่และสัญญาใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 200,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ในประเทศไทย 165,000 ตร.ม.และในเวียดนาม 35,000 ตร.ม. ให้แก่กลุ่มลูกค้าต่าง ๆ อาทิ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ (3PL) ภาคสินค้าอุปโภคบริโภค และภาคการค้าปลีก

โดยคาดว่า สินทรัพย์รวมภายใต้กรรมสิทธิ์และการบริหารจะเพิ่มสูงถึง 2,900,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีแผนการขายทรัพย์สินสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART รวมทั้งสิ้นประมาณ 142,000 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,250 ล้านบาท

ด้านธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มียอดขายที่ดินรวม 1,899 ไร่ แบ่งเป็นยอดขายที่ดินในประเทศไทย 1,793 ไร่ และเวียดนาม 106 ไร่ มียอด MOU ที่รอเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดิน รวม 899 ไร่ (แบ่งเป็นในประเทศ 469 ไร่ และเวียดนาม 430 ไร่) และมียอด Backlog รอโอนรวม 468 ไร่ ซึ่งเป็นยอดในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งมีรายได้จากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในไตรมาส 4/2565 และทั้งปี 2565 รวม 4,428.2 ล้านบาท และ 6,787.4 ล้านบาท ตามลำดับ

จึงถือว่าสอดคล้องกับภาพรวมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการลงทุนที่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น จากอานิสงส์การย้ายฐานการลงทุน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และปัญหาความไม่สงบระหว่างยูเครน-รัสเซีย รวมทั้งการปฏิรูปการเมืองของจีน ทำให้หลากหลายอุตสาหกรรมจัดระบบการผลิตครั้งใหญ่

ดังนั้น จึงส่งผลให้ผู้ลงทุนในแต่ละประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิต และการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค จากการมีห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง และมีเสถียรภาพที่พร้อมจะรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดิจิทัล

WHA Group มีพื้นที่นิคมฯ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งหมด 71,000 ไร่ โดยมีพื้นที่พร้อมขายกว่า 4,000 ไร่ และอยู่ระหว่างการเจรจาขายที่ดินให้กับลูกค้าอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นพื้นที่รวมกว่า 3,000-4,000 ไร่ โดยกลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค และอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

ปัจจุบันบริษัท มีนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในประเทศไทย จำนวน 11 แห่ง โดยมีนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 จำนวน 1,280 ไร่ ซึ่งดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 และยังมีนิคมฯ อีก 2 แห่งอยู่ระหว่างการดำเนินการพัฒนาก่อสร้าง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง เฟส 1 จำนวน 1,100 ไร่ และ เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี 2 จำนวน 2,400 ไร่ ที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569

อีกทั้งยังมีแผนที่จะขยายโครงการนิคมอุตสาหกรรม เพิ่มเติมอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขยายนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 จำนวน 570 ไร่ และการขยายโครงการนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 จำนวน 400 ไร่

ด้านธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาส่วนขยายนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มียอดขายที่ดินรวม 106 ไร่ และยอด MOU รวม 430 ไร่ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม ที่มีศักยภาพด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

โดยปัจจุบัน บริษัทมีเขตอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 1 แห่ง และจะขยายโครงการเขตอุตสาหกรรมใหม่ ในจังหวัดหลัก ๆ ของเวียดนาม อีก 2 โครงการ รวมพื้นที่ 20,950 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ โซน 1 – เหงะอาน เฟส 1 ขนาด 900 ไร่ นั้น มีการพัฒนาแล้วเสร็จ และมีกลุ่มลูกค้าเช่าพื้นที่ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร วัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กว่า 77% ของพื้นที่เฟสที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการก่อสร้างเฟสที่ 2 ขนาดพื้นที่ 2,215 ไร่ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะมีความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมสูงขึ้น

นอกจากนี้กลุ่ม WHA ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับทางการองค์กรท้องถิ่นของประเทศเวียดนาม เพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรม อีก 2 แห่ง ได้แก่ เขตอุตสาหกรรม WHA Smart Technology Industrial Zone - Thanh Hoa พื้นที่ 5,320 ไร่ ในจังหวัดทัญฮว้า โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2567 หรือต้นปี 2568 และ เขตอุตสาหกรรม WHA Smart Eco Industrial Zone – Quang Nam พื้นที่ 2,500 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลาง ของภาคกลาง ระหว่างจังหวัดดานังและจังหวัดกว๋างหงาย ที่คาดว่าจะได้รับการอนุมัติใบอนุญาตต่าง ๆ ในปี 2569 หรือ 2570 และหากทุกอย่างแล้วเสร็จสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันที

ด้านบริษัท บีไอจี ดับบลิวเอชเอ อินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG WHA) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน กับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด นั้น ยังคงมุ่งเน้นขยายผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น อาทิ การจัดหาก๊าซไนโตรเจน โดยจะขยายให้บริการไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากปัจจุบันที่ให้บริการในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) รวมถึงก๊าซอุตสาหกรรมประเภทอื่น ๆ ด้วย

ปี 2566 บริษัทยังเปิดให้บริการไฟเบอร์ออพติคใต้ดิน (FTTx) แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้แก่ AWN True และ Dtac ในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท ทั้ง 11 แห่ง ในประเทศไทย และให้บริการเช่าเสาโทรคมนาคม เพื่อติดตั้งอุปกรณ์รับกระจายสัญญาณเครือข่าย 5G ในนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง โดยคาดว่าจะขยายให้ครอบคลุมนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมในปีนี้

ขณะที่ ด้านธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) สำหรับปี 2565 ธุรกิจน้ำปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และสามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภครวม ในไตรมาส 4 และทั้งปี 2565 เท่ากับ 604.5 ล้านบาท และ 2,548.5 ล้านบาท โดยบริษัทมีปริมาณยอดขายและบริหารน้ำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมสำหรับไตรมาส 4 และปี 2565 รวมเท่ากับ 33.6 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 145.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ

โดยมีปริมาณการจำหน่ายน้ำภายในประเทศ ในไตรมาส 4/2565 จำนวน 25.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ชะลอตัวลงเล็กน้อย เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณยอดจำหน่ายน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและปริมาณการบริหารจัดการน้ำเสียลดลง

อย่างไรก็ตาม ปริมาณยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value Added Product) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของ WHAUP AIE ในช่วงเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา รวมถึงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้น้ำเพิ่มเติมจากกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้า

ส่งผลให้ปริมาณยอดขายและบริหารน้ำในประเทศรวม ทั้งปี 2565 อยู่ที่ระดับ 116.8 ล้านลูกบาศก์เมตร เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นการให้บริการ จำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม ผลิตภัณฑ์น้ำดิบ และปริมาณการบริหารจัดการน้ำเสียของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี

ส่วนยอดขายน้ำที่เวียดนามในไตรมาส 4 และ ปี 2565 มียอดจำหน่ายน้ำรวมตามสัดส่วนการถือหุ้นเท่ากับ 7.7 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 28.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ ซึ่งปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายน้ำของโครงการ Duong River เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในเวียดนาม ภายหลังจากการเปิดประเทศ รวมถึงบริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้า และเพิ่มพื้นที่การให้บริการน้ำประปาได้ครอบคลุมมากขึ้น

ขณะเดียวกันยังได้มีการเปิดดำเนินการ โครงการโรงผลิตน้ำและโรงบำบัดน้ำเสียแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบด้วย โรงผลิตน้ำและโรงบำบัดน้ำเสียกำลังการผลิตรวม 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 รวมถึงเตรียมดำเนินการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียแห่งใหม่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกว่า 5.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

พร้อมกันนี้ยังได้เร่งดำเนินการโครงการจัดหาน้ำดิบทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาทรัพยากรน้ำ อีกจำนวน 2 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตน้ำรวม 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยโครงการน้ำดิบแห่งแรก มีขึ้นเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้ว

ส่วนโครงการที่สองในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อไตรมาสแรกของปี 2566 ส่งผลให้ในปีนี้มีการตั้งเป้ายอดการจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมที่ระดับ 168 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นยอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำภายในประเทศ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 135 ล้านลูกบาศก์เมตร และสัดส่วนยอดจำหน่ายน้ำจากธุรกิจสาธารณูปโภคในประเทศเวียดนาม ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการ 3 โครงการ อีกจำนวน 33 ล้านลูกบาศก์เมตร

ในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า WHA Group ยังขยายพอร์ทการลงทุนในการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ซึ่งในปี 2565 ได้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรปกติ จากการดำเนินงานและการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทร่วมค้า ไม่นับรวมกำไร/ ขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน และรายได้จากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ในไตรมาส 4 และปี 2565 เท่ากับ 231.2 ล้านบาท และ 804.7 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในช่วงไตรมาส 4 ส่วนแบ่งกำไรปกติจากธุรกิจไฟฟ้าปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เนื่องจากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรปกติกลุ่มโรงฟ้า IPP จากการหยุดซ่อมบำรุงและต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้นของโรงไฟฟ้า GHECO-One แต่ในไตรมาส 4 ยังได้รับปัจจัยเชิงบวกจากส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้า SPP ที่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการทยอยปรับขึ้นของค่า Ft และต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เริ่มปรับตัวลดลง

สำหรับธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในไตรมาส 4 และปี 2565 มีการรับรู้รายได้ เท่ากับ 153.7 ล้านบาท และ 331.6 ล้านบาท ตามลำดับ โดยปีที่ผ่านมามีการเซ็นสัญญาโครงการโซลาร์รูฟท็อป เพิ่ม 31 สัญญา แบ่งเป็นโครงการ Private PPA จำนวน 26 สัญญา มีขนาดการผลิตไฟฟ้ารวม 41 เมกะวัตต์ และโครงการ EPC service จำนวน 5 สัญญา มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 9 เมกะวัตต์ ทำให้ ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มีจำนวนเซ็นสัญญาโครงการ Private PPA สะสมที่ 133 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทฯ สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับลูกค้าเพิ่มเติม อีก 37 เมกะวัตต์ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตโครงการโซลาร์ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์รวม 94 เมกะวัตต์

สำหรับในปี 2565 บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญากับบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่จอดรถ ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 7.7 เมกะวัตต์ บนพื้นที่รวม 32,200 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 นับเป็นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำให้สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมอยู่ที่ 683 เมกะวัตต์

เช่นเดียวกับมีการนำโซลูชันดิจิทัลที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ เพื่อเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ โดยได้ร่วมมือกับ ปตท. และ Sertis ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายพลังงานแบบ Peer-to-Peer Energy Trading ภายใต้ชื่อ Renewable Energy Exchange ("RENEX")

โดยแพลตฟอร์มดังกล่าว นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยของการทำธุรกรรม และได้เริ่มนำไปใช้ในการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่มลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท ซึ่งมีลูกค้าชั้นนำเข้าร่วมแล้วจำนวน 54 ราย ในนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่งของบริษัท ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 และนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) 

นอกจากนี้ ยังมีแผนการศึกษาและพัฒนาให้สามารถเกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้ลงทะเบียนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์กับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) และ I-REC หรือใบรับรองสีเขียวที่สามารถซื้อขายได้ ซึ่งได้รับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน I-REC

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 ได้ตั้งเป้าสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ลงนามแล้ว 847 เมกะวัตต์ เพิ่มจาก 683 เมกะวัตต์ในปี 2565 ประกอบด้วยพลังงานฟอสซิล พลังงานสิ้นเปลือง (Conventional Power) 547 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) 133 เมกะวัตต์ และพลังงานจากขยะอุตสาหกรรม (Waste to Energy) 3 เมกะวัตต์ พร้อมเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ 300 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ จรีพร ยังทิ้งท้ายถึงแนวทางการเป็นผู้นำองค์กรในปัจจุบันอีกว่า

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบคิดตลอดเวลาด้วย  โดยเฉพาะองค์กรสมัยใหม่ ผู้นำสมัยใหม่ จะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้อง resilience มาก ๆ ต้องคิดเรื่องใหม่ตลอดเวลา นั่นคือ leadership เมื่อ megatrend เปลี่ยนก็คิดแบบเดิมไม่ได้ เพราะหน้าที่ของผู้นำคือ ต้องนำพาองค์กร โดยใช้ศักยภาพสูงสุดของคนของเรา ไปสู่อนาคตข้างหน้าให้ได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ