posttoday
นักวิชาการ ชี้นโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท แจงที่มาของเงินยังไม่ชัดเจน

นักวิชาการ ชี้นโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท แจงที่มาของเงินยังไม่ชัดเจน

21 เมษายน 2566

รศ.ดร.สมชาย ชี้ นโยบายแจกดิจิทัล 1 หมื่นบาท แจงที่มาของเงินยังไม่ชัด มองเป็นการเอาเงินใส่กระเป๋าดิจิทัล หรือ อีวอลเล็ท ไม่ใช่การออกคริปโตเคอเรนซี่ วิเคราะห์ 3 แนวทางความเป็นไปได้ หวั่นประชานิยมหนัก กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ดันเงินเฟ้อพุ่ง

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุถึง นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท วงเงิน 5.6 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ของพรรคเพื่อไทย กับโพสต์ทูเดย์ ว่า นโยบายนี้จะทำได้หรือไม่ ต้องกลับมาดูงบประมาณประเทศก่อนว่ามีอยู่เท่าไร ปัจจุบัน วงเงินจากงบประมาณปี 2567 เพิ่มจากงบปี 2566 อยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เป็นงบลงทุน คิดเป็นเม็ดเงินอยู่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท ที่เหลือกว่า 77% จะเป็นเป็นงบประมาณประจำ 

 

ดังนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะไปตัดงบประมาณที่ส่วนไหนมาใช้เพื่อทำนโยบาย ซึ่งรศ.ดร.สมชาย ก็ได้วิเคราะห์ 3 แนวทางให้การหาแหล่งเงิน เพื่อนำมาใช้ในนโยบายนี้

 

  • ตัดจากงบลงทุน 

ส่วนนี้ จะกระทบต่ออัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะบอกว่านโยบายนี้จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดเงินหมุนเวียน แต่เงินตรงนี้จะมีความแตกต่างกัน เพราะงบลงทุนโดยทั่วไปไม่ได้เพียงช่วยให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจ ขณะที่เงินจากนโยบายนี้ เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจน้อยกว่า เพราะการแจกเงินเป็นเพียงการกระตุ้นในเกิดการใช้จ่าย กระตุ้นความต้องการในระยะสั้น ดังนั้นจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว


หากนโยบายแจกเงินดิจิทัล จะนำมาจากงบประมาณประจำ น่าจะต้องไปตัดงบประมาณบางส่วนที่รัฐบาลปัจจุบันทำอยู่หรือไม่ เช่น งบประมาณเกี่ยวกับโควิด-19 ,บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ , โครงการเราเที่ยวด้วยกัน 
 

 

  • ก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม

หนทางนี้ถือว่า มีความเสี่ยงกระทบเสถียรภาพทางการคลัง เพราะปัจจุบันจำนวนหนี้สาธารณะของไทย อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว คือ อยู่ที่ระดับ 60% ต่อจีดีพี ถือว่าเป็นระดับที่จ่อคอหอยแล้ว เพราะปกติ การขาดดุลงบประมาณต้องไม่เกิน 3% หนี้สาธารณะไม่ควรเกิน 60%

 

 “ก่อนหน้านี้ แม้เราเคยมีการขยายเพดานหนี้ จาก 60% เป็น 80% ต่อจีดีพี เพราะมีปัญหาเรื่องโควิดระบาด แต่สถานการตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ดังนั้นความจำเป็นในการขยายเพดานหนี้ เพื่อก่อหนี้เพิ่ม ไม่ควรมีแล้ว เพราะจะไปกระทบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ”

 

  • กระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวมากกว่า 3%

กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเกิน 5% จาก 3% แต่หนทางเป็นไปได้ยากมาก เพราะตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย จะอยู่เพียง 3% ต่อจีดีพเท่านั้น มีบางปี ที่เศรฐกิจขยายตัวได้ 6% คือ ช่วงมีนโยบายรถคันแรก หลังจากนั้นจีดีพีก็ตกลงมา อยู่ประมาณ 3% ถือเป็นอัตราที่ต่ำสุดในอาเซียน 

 

“ถ้าดูจากการชี้แจง กกต. ถือว่ารายละเอียดที่มาของเงินยังไม่ชัดเจนพอ ว่าจะมาจากส่วนไหน จึงไม่สามารถบอกได้ว่า สามารถทำได้ หรือไม่ได้ มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ต้องรอดูรายละเอียด เพราะการตัดงบประมาณอาจจะไปกระทบการดำเนินงานส่วนอื่นๆได้หมด ” 

 


โอนเงินใส่กระเป๋าดิจิทัล ไม่ใช่การออกคริปโตฯ

ส่วนกรณีข้อ กังวล โครงการแจกเงินดิจิทัลนี้ มีลักษณะการออกเงินตราอย่างหนึ่ง เมื่อมีสภาพเป็นเงินตรา จะเข้าข่ายข้อบังคับพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 ซึ่งเอกชนรายหนึ่งรายใดไม่สามารถออกเงินตราได้ เพราะกม.บัญญัติให้ธปท.เป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจในการเงินตราได้เท่านั้น เรื่องนี้ต้องระวัง ต้องศึกษา หรือตีความให้ดี แต่เชื่อว่า นโยบายนี้ไม่ได้ทำผิดกม. เป็นเพียงการโอนเงินเข้ากระเป๋าตังดิจิทัล แทนให้เป็นเงินสด เหมือนเราใช้ระบบอีวอลเล็ท ในร้านสะดวกซื้อ หรือร้านกาแฟ แบบในปัจจุบันมากกว่า ซึ่งต่างจากการใช้เงินคริปโตเคอร์เรนซี่ เพราะมีเงินบาทเป็นตัวรองรับ

 

“การทำนโยบายประชานิยมแจกเงินดิจิทัล ทำได้ แต่มีต้นทุน หมายถึงมันจะไปกระทบเสถียรภาพทางการคลัง ไปกระทบหลายนโยบายเดิมที่รัฐบาลชุดเก่าทำไว้แล้วหรือไม่ และที่คาดหวังว่า เงินส่วนนี้จะเป็นรายได้สร้างภาษี VAT ย้อนกลับมาเข้ารัฐนั้น มองว่า จะเป็นเงินสักกี่บาทเชียว หากเงินส่วนนี้ไปซื้อขายถามท้องตลาดด้วย จึงไม่สามารถชดเชยเงินรัฐที่เสียไปถึง 5.6 แสนล้านบาทได้ ดังนั้นเฉพาะเรื่องภาษี VAT ไม่ได้ตอบโทจย์อย่างที่ตั้งเป้าไว้ ” 

 

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.สมชาย ยังกล่าวถึงนโยบายหาเสียงของเหล่านักการเมืองในปัจจุบันด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ยิ่งนโยบายเพื่อผู้สูงอายุ ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เพราะไทยมีจำนวนผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคนแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณประจำที่มีความต่อเนื่อง

 

เตือนประชานิยมดันเงินเฟ้อพุ่ง

รศ.ดร.สมชาย ได้ฝากข้อคิด ถึงประชาชนด้วยว่า ควรมองความเป็นจริงของนโยบายว่า ทำได้จริงหรือไม่ หากทำได้จริง ก็ต้องมองว่า ไปกระทบความมั่นคงเสถียรภาพของประเทศด้วยหรือไม่ ถ้าเรามองข้ามตรงนี้ ไทยจะไปซ้ำรอยเศรษฐกิจประเทศอาร์เจนตินา ที่ไปให้ประชาชนนิยมมากมาย จนกระทั้งวันนี้ผ่านไป 30-40 ปีแล้ว เศรษฐกิจประเทศเขายังไม่ฟื้น เงินเฟ้อพุ่งไปเกิน 100% ตอนนี้ประเทศเขาเหมือนคนป่วยอยู่ในรพ. จนต้องร้องขอความช่วยเหลือจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถือว่า เป็นสิ่งที่อันตรายมาก 

 

“ การหาเสียงด้วยการประชานิยมมากมายขนาดนี้ ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย เป็นสิ่งที่อันตรายมาก ประชานิยมไม่ใช่เรื่องผิด แต่นโยบายที่จะเป็นปัญหา คือ เป็นนโยบายที่ไปกระทบเสถียรภาพการคลัง และทำให้เกิดการเสพติด อันตรายมากกว่านั้น การเสพติดทำให้เกิดการแยกขั้วทางการเมือง เหมือนตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ”

 

ฝากข้อเสนอรัฐบาลใหม่ 

การพัฒนาประเทศ ควรคู่ขนานไปกับนโยบายเชิงโครงสร้าง ในการพัฒนาขีดความสามาถด้านการแข่งขัน โดยนำเงินจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มาจุลเจือในโครงการประชานิยมในระดับหนึ่ง แต่ไม่มากเหมือนในขณะนี้ ที่ล้วนแล้วเป็นนามธรรม แถมมีความเสี่ยง กระทบความต่อยั่งยืนของประเทศ 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ