
พอลภัทรพลผุดบริษัทผลิตยาสมุนไพร
พอล ภัทรพล จับมือเพื่อนรัก เปิดบริษัทผลิตยาสมุนไพรตะวันออก วาดเป้ารายได้ 500 - 700 ล้านบาท ภายใน 5 ปี พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งแบรนด์ต่างชาติชิงตลาดสมุนไพรโลกมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
พอล ภัทรพล จับมือเพื่อนรัก เปิดบริษัทผลิตยาสมุนไพรตะวันออก วาดเป้ารายได้ 500 - 700 ล้านบาท ภายใน 5 ปี พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งแบรนด์ต่างชาติชิงตลาดสมุนไพรโลกมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นายภัทรพล ศิลปาจารย์ ผู้อำนวยการและผู้ถือหุ้น บริษัท ซี.เอ.พี.พี กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ได้ร่วมกับเพื่อนสนิท 3 คน เปิดบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทยาและสมุนไพรตามแพทย์แผนตะวันออก เพื่อตอบสนองกระแสและความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดยวางแผนที่จะทำตลาดภายในประเทศในปีแรก และในปีที่ 2 จะเริ่มทำตลาดในต่างประเทศ
ซึ่งจะเริ่มต้นที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันผ่านพันธมิตร คือ ทีวีไดเร็กท์ แล้วจึงขยายตลาดไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก เช่น ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา ผ่านการแต่งตั้งหรือร่วมทุนกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากบริษัทพบว่าตลาดสมุนไพรโลกมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นายนำกฤติ จีรพุทธิรักษ์ กรรมการผู้จัดการ และผู้ถือหุ้น บริษัท ซี.เอ.พี.พี กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีแรกของการทำตลาดในประเทศบริษัทได้ใช้งบเป็นเงิน 50 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมตลาดและวิจัยผลิตภัณฑ์ โดยมีแผนที่จะวางจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางร้านขายยาทั่วประเทศประมาณ 1,000 ร้าน จากร้านขายยาทั่วประเทศ 1.5 หมื่นร้าน คาดว่าจากช่องทางดังกล่าวบริษัทจะมีสัดส่วนรายได้ราว 50% และสัดส่วนรายได้อีก 50% จะมาจากการขายผ่านทางโมเดิร์นเทรด เช่น บูธ, วัตสัน และการขายผ่านช่องทางคอล เซ็นเตอร์
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปีแรกไว้ที่ 100 ล้านบาท และคาดว่าภายปีที่ 2 หรือในปีที่ 5 ปี บริษัทจะมีรายได้ 500 – 700 ล้านบาท แบ่งเป็นการขายภายในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วนที่เท่ากันที่ 50 – 50% โดยการเติบโตของบริษัทตลอด 5 ปีข้างหน้าจะเป็นไปในลักษณะก้าวกระโดด เนื่องจากการทำตลาดในต่างประเทศซึ่งมีประชากรมากกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัว
“การเข้ามาทำธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามแพทย์แผนตะวันออก นอกจากจะตามกระแสสุขภาพที่หันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติแล้ว ในประเทศไทยเองภาครัฐก็ให้ความสนใจมากขึ้น โดยปีนี้รัฐบาลได้เพิ่มสัดส่วนการเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับสวัสดิการรักษาพยาบาลในการใช้สมุนไพรเป็นยาเป็น 10% จาก 1% ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าการใช้สมุนไพรเป็นยาผ่านโรงพยาบาลภาครัฐเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 – 8,000 ล้านบาท จาก 700 – 800 ล้านบาท ซึ่งบริษัทก็มีแผนที่จะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดโรงพยาบาลด้วย” นายนำกฤติ กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับสินค้าของบริษัทจะแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักด้วยกัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ประเภท กลุ่มเฉพาะทาง, กลุ่มอาหารเสริม, กลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มนวัตกรรมทางการแพทย์







