posttoday
สร้างมูลค่า TRITN ทำ Backlog แตะ 1.2 หมื่นล้าน เทียบชั้นก่อสร้างยักษ์ใหญ่

สร้างมูลค่า TRITN ทำ Backlog แตะ 1.2 หมื่นล้าน เทียบชั้นก่อสร้างยักษ์ใหญ่

08 มกราคม 2566

หลุยส์ เตชะอุบล ทายาทสาวแกร่งจากครอบครัวนักลงทุน พลิก TRITN โตด้วยธุรกิจก่อสร้าง Specialize Engineering จน Backlog แตะ 1.2 หมื่นล้านสิ้นปีนี้ สร้างชื่อยืนหนึ่งด้านงานระบบรถไฟในไม่เกิน 3 ปี ส่วน GLOCON ขอคว้าโอกาสด้วย Plant-based เล็งพากิจการสบู่มาดามหลุยส์เข้าตลาดหุ้น

แม้ หลุยส์ เตชะอุบล จะเป็นหนึ่งในทายาทของ ‘สดาวุธ-อรวรรณ เตชะอุบล’ นักธุรกิจเจ้าของ คันทรี กรุ๊ป กลุ่มบริษัทเงินลงทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ด้วยเลือดนักลงทุนที่เข้มข้น เธอจึงไม่เคยปล่อยโอกาสที่จะสร้างกิจการด้วยมือของตัวเองขึ้น 

 

นำไปสู่การก่อเกิด บมจ. ไทรทัน โฮลดิ้ง หรือ TRITN บริษัทด้านการลงทุนในธุรกิจกลุ่มพลังงานและการก่อสร้างขึ้น เมื่อปี 2558 ที่เดิมคือ บมจ. ไลฟ์อินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นธุรกิจสื่อโฆษณามาก่อน โดยปัจจุบัน หลุยส์เป็นทั้งประธานกรรมการบริหารของ  TRITN และถือหุ้นในสัดส่วนราว 15% (ณ 16 เดือนมีนาคม 2565) 

 

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลังเข้ามาบริหารบริษัท โดยพลิกจากบริษัทสื่อที่ทำป้ายโฆษณา มาสู่ด้านธุรกิจก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ หรือ Specialize Engineering ที่เน้นรับงานโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินงานผ่าน บมจ. ไทรทัน เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น หรือ TTEC 

 

หลุยส์ย้อนเวลาไปถึง เส้นทางเดิมของบริษัทก่อนเปลี่ยนมายึดฐานธุรกิจก่อสร้างดังปัจจุบันว่า แรกเริ่มที่เข้ามาบริหาร TRITN ตั้งแต่เมื่อปี 2558 นั้น บริษัทมีป้ายโฆษณาอยู่กว่า 100 ป้าย ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง เพราะยังเป็นธุรกิจสีเทา ด้วยป้ายโฆษณาหลายจุดในเมืองไทยยังผิดกฎหมาย ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอยู่ตลอด

 

อีกทั้งการขยายธุรกิจป้ายโฆษณาต้องซื้อป้ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเธอไม่อยากให้เมืองไทยมีแต่ป้ายเต็มไปหมด จนบ้านเมืองดูไม่สวยงาม ที่ต่างจากในเมืองนอกที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนและทำให้ดูสวยงาม จึงไม่อยากให้บริษัทยังคงทำธุรกิจป้ายโฆษณาต่อและมองว่าเมื่อ บมจ. แพลน บี มีเดีย มีความเชี่ยวชาญกว่า จึงเลือกที่จะขายธุรกิจธุรกิจสื่อป้ายโฆษณากลางแจ้งและป้ายโฆษณาดิจิตอล (LED) ให้กับ PLANB ไป

 

ขณะที่เดิม ไทรทันฯ มีบริษัทลูกที่ชื่อ บริษัท สเตรกา จำกัด ซึ่งทำธุรกิจก่อสร้างท่อน้ำมันและเป็นผู้นำตลาดด้านขุดเจาะมาเกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ. ไทรทัน เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น หรือ TTEC ตั้งแต่เมื่อปี 2562 แล้วกลายเป็นกำลังหลักของการปั้นรายได้ให้แก่ TRITN  อยู่ในปัจจุบัน

 

เราพลิกจากบริษัทเล็ก ๆ ในตอนนั้น ให้มาเป็นแกนหลักของไทรทันในปัจจุบัน

 

TTEC มีความชำนาญทางวิศวกรรมหลายด้าน ได้แก่ ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารโครงการก่อสร้าง ยังเป็นผู้นำในการวางโครงสร้างวิศวกรรมหมวดธุรกิจน้ำมันและก๊าซ งานวางระบบรางรถไฟ และการกก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน (โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าชีวภาพและโรงไฟฟ้าจากขยะ) ด้วยความชำนาญเฉพาะทางเหล่านี้ จึงมุ่งให้บริการครอบคลุมโครงการที่มีมูลค่าหลากหลาย

 

นับจากที่เข้ามาบริหารกิจการ TRITN ก็มีการเติบโตของธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยมี Backlog ปีละ 200 ล้านบาทต่อปีในช่วงแรก ก็ขยับมาเป็น 3 พันล้านต่อปีได้ ภายในเวลา 1 ปี แต่หลังจากจบโครงการแรก ๆ ได้ 2-3 ปี ทางบริษัทก็ต้องเผชิญผลกระทบจาการแพร่ระบาดของ Covid-19 

 

สำหรับในปี 2565 ที่ผ่านมานั้น Backlog ของ TRITN ได้ขึ้นมาอยู่ 3 พันล้านบาทใหม่อีกครั้ง ซึ่งในสิ้นปีที่ผ่านมาจบที่ 4 พันล้านบาท ส่วนต้นปี 2566 จะอยู่ที่ 7 พันล้านบาท  และสิ้นปีนี้จะมี Backlog จบที่ราว 1.2 หมื่นล้านบาท 

 

เราหางานอย่างหนักจนได้ทำโครงการขนาดใหญ่จบในครั้งแรก ก็มีส่วนทำให้ได้เข้าไปอยู่ใน vendor list ของหน่วยงานภาครัฐและโครงการใหญ่ทั้งหลายในไทย จึงทำให้มีงานอื่น ๆ ตามมา  จนบริษัททำกำไรได้ตลอด 3 ปี แต่มาเจอ Covid-19 ทำให้ขาดทุนไปหนึ่งปี แต่พลิกกลับมาได้แล้วในปี 2565 

 

หลุยส์ฉายภาพสถานการณ์ของบริษัทอีกว่า แม้จะเริ่มขยายงานมาแล้วตั้งแต่ปีก่อน แต่จะเริ่มจริง ๆ ในต้นปีนี้และถัดไปอีก 1 ปี ดังนั้นการเติบโตของ TRITN จึงเน้นหนักในปีนี้แบบเต็ม ๆ ดังนั้นเมื่อ Backlog แตะถึง 1.2 หมื่นล้านต่อปี จึงถือเป็นบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่เน้นด้านท่อน้ำมันกับรางรถไฟเช่นเดิม 

 

ส่วนภารกิจต่อไปของบริษัท หลุยส์เล่าว่า จะเห็นเรื่องแนวทางการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายงานในอนาคต เพราะตอนนี้ฐานเงินทุนยังเล็กเกินกว่าที่จะรับงานมูลค่าสูง แต่ปีนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รอมานานแล้ว นอกจากนี้งานที่บริษัทรับส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะเป็นงานที่รับจ้างเองโดยตรง หรือ main contract  ของลูกค้าที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือรัฐบาลเท่านั้น 

 

แม้ปัจจุบันบริษัทจะมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งอยู่ก็ตาม ซึ่งมีสัดส่วนเงินกู้น้อยมาก โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Debt to Equity Ratio (DE Ratio) อยู่ที่ 1% ดังนั้นการเตรียมเงินเพื่อขยายธุรกิจในครั้งนี้ จึงจะมาจากแหล่งเงินกู้ ไม่ว่าจะออกหุ้นกู้หรือจะขอสินเชื่อจากธนาคาร

 

สร้างมูลค่า TRITN ทำ Backlog แตะ 1.2 หมื่นล้าน เทียบชั้นก่อสร้างยักษ์ใหญ่

 

ล่าสุด TRITN  ได้รับงานก่อสร้างวางท่อประปาและงานที่เกี่ยวข้องพร้อม โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี (งานปรับปรุงท่อ) ของรฟม. มูลค่างานรวมกว่า 540 ล้านบาท จากการประปานครหลวง ที่จะเริ่มต้นโครงการภายในไตรมาสที่ 1/2566 และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามสัญญาจ้างภายในไตรมาสที่ 4/2567

 

สำหรับมุมมองต่อการเติบโตของปีนี้นั้น หลุยส์มองว่าครึ่งแรกของปี 2566 คาดว่าจะมีงานเข้ามาอีกที่มูลค่าอยู่ประมาณ 5 พันล้านบาท ดังนั้นจึงถือเป็นปีที่ดีที่สุดเท่าที่ TRITN เคยมีมา นอกจากนี้ปัจจุบันบริษัทยังมีงานที่หลากหลายขึ้น ซึ่งจะมีโครงการเกิดขึ้นอีกประมาณ 15 โครงการ 

 

ในครึ่งแรกของปีนี้ มองว่า Backlog จะเพิ่มถึง 8 พันล้านบาทแน่นอน แล้วก็คิดว่าเป็น All Time High ของ TRITN ด้วย ในแง่ของ Construction ซึ่งด้วย Backlog 8 พันล้านบาท จะเพียงพอเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้เราไปได้อีก 2-3 ปี

 

หลุย์ยังพูดถึงเป้าหมายที่วางไว้สำหรับ TRITN ว่า จากเดิมที่คนภายนอกเคยมองว่าบริษัทเก่งเรื่องท่อน้ำมัน แต่ตอนนี้หลังจากที่บริษัทลูกอย่าง TTEC เข้าไปซื้อ บริษัท ทรานส์ ไทย เรลเวย์จำกัด (TTR) แล้ว ก็ทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านการรับเหมาก่อสร้างสถานีรถไฟรางคู่มากขึ้น ซึ่งอีก 6-7 ปีข้างหน้างานก่อสร้างของไทยจะเน้นหนักที่ระบบรถไฟมากขึ้น 

 

ดังนั้นวันหนึ่งใน 2-3 ปีข้างหน้าก็อยากให้คนรับรู้หรือนึกถึงเราเป็นชื่อแรก ๆ ว่า เราเป็นบริษัทก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทางด้านก่อสร้างด้านรถไฟจริง ๆ เพื่อทำให้มูลค่าของไทรทัน หรือ PE สูงกว่าที่ตลาดมองในตอนนี้ 

 

หลุยส์แฮปปี้ที่ไทรทันมาอยู่ในจุดนี้ได้ จากเดิมที่ไม่เคยมีใครรู้จักเลย จนตอนนี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าเก่งสุดในด้านก่อสร้างท่อน้ำมัน แต่ต่อไปก็อยากให้รู้จักว่าเราเชี่ยวชาญระบบงานรถไฟ

 

GLOCON คว้าโอกาส Plant-based

 

นอกจากจะยืนหยัดในธุรกิจก่อสร้างด้าน Specialize Engineering แล้ว TRITN ยังเริ่มต่อยอดการลงทุนไปสู่แขนงอื่น ๆ ด้วยการเข้าไปลงทุนใน บมจ.โกลบอล คอนซูเมอร์ (GLOCON) ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและบรรจุภัณฑ์ เมื่อปี 2564 

 

หลุยส์เล่าว่า ตอนที่มาบริหาร GLOCON เป็นช่วง Covid-19 ยังแพร่ระบาด ซึ่งพบว่าแม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะได้รับผลกระทบ แต่ธุรกิจอาหารยังเติบโตได้ดี จึงมองว่าจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้แก่บริษัทได้ อีกทั้งแม้ตอนที่ซื้อจะมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าง แต่หลังเพิ่มทุนกว่า 600 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องที่ใช้ไปซื้อธุรกิจลูกชิ้นทิพย์และมี working capital ให้บริษัทขยายตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อถึงจุดที่รายได้ของธุรกิจลูกชิ้นทิพย์กลับมาจะทำให้ GLOCON แข็งแรงได้ 

 

แม้ปีที่ผ่านมาตัวเลขผลการดำเนินงานของ GLOCON จะพลาดเป้าไป เพราะหลังจากย้ายโรงงานแล้วทำให้การดำเนินธุรกิจไม่เป็นตามที่ทีมผู้บริหารเดิมมองไว้ แต่หลุยส์เชื่อว่าปีนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วจะทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ด้วยยอดขายใหม่เข้ามา จึงยังมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่ดีมาก ๆ และได้มาในราคาที่ดีมากด้วย เพราะซื้อกิจการมาในช่วง Covid-19 กำลังแพร่ระบาดด้วย 
 

โดย GLOCON เน้นทำธุรกิจ 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.ธุรกิจอาหาร ได้แก่ อาหารแปรรูปแช่แข็ง อาหารกึ่งสำเร็จรูปพร้อมทาน ลูกชิ้นทิพย์ และผลไม้อบแห้ง สัดส่วน 73% 2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทต่าง ๆ สัดส่วน 24% และ 3.ธุรกิจเทรดดิ้ง สัดส่วน 3% ของรายได้รวม 

 

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ในทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อเพิ่มความหลากหลายรองรับความต้องการของตลาด เช่น ไลน์อาหารแช่เย็น (Chilled Food) ผลิตภัณฑ์หมวดซีฟู้ด รวมไปถึงน้ำจิ้ม ซอสปรุงรส และไส้กรอกหลากหลายรสชาติ พร้อมเดินหน้าลุยตลาดต่างประเทศเต็มรูปแบบ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต

 

สร้างมูลค่า TRITN ทำ Backlog แตะ 1.2 หมื่นล้าน เทียบชั้นก่อสร้างยักษ์ใหญ่

 

ระยะต่อไป GLOCON มองหาโอกาสในธุรกิจอาหารแนว Plant-based (อาหารที่มาจากพืชอย่างน้อย 95%) มากขึ้น เพื่อปูทางให้เป็นบริษัทอาหาร ซึ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรส ยี่ห้อ Ko Tae Xin ที่มีทั้งน้ำปลา น้ำมันหอย ซอสปรุงรส น้ำจิ้มต่าง ๆ ฯลฯ 

 

แม้ว่าตอนนี้ Plant-based  ในเมืองไทยยังไม่ได้แพร่หลายนัก จึงส่งผลิตภัณฑ์ไปขายยังต่างประเทศก่อน แต่เชื่อว่าต่อไปตลาด Plant-based ในไทยจะเติบโตขึ้นแน่ นอกจากนี้จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของว่างที่ทำจากผลไม้อบแห้งในรูปแบบของ Functional Food Snack ที่มีน้ำตาลน้อยมากแต่มีวิตามินสูง ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง ซึ่งมองว่าน่าจะดีกับสุขภาพของเด็กและผู้ปกครองน่าจะยินดีซื้อให้ลูก ๆรับประทาน

 

เรายังมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ลูกชิ้นทิพย์  5 ดาว ที่จะขายไม้ละ 30 บาท เพราะใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศล้วน รับรองได้ว่าคุณจะไม่เคยกินลูกชิ้นที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน

 

นอกจากนี้ยังมีอีกธุรกิจที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยในช่วงที่เริ่มเปิดตัว คือ ‘สบู่มาดามหลุยส์’ เพราะสร้างสรรค์โดยมีแรงบันดาลใจมาจากตัวของเธอเอง ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างจากวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติเกรดพรีเมียมแต่ราคาจับต้องได้ และมีให้เลือกใช้เพื่อประโยชน์ที่หลากหลาย เช่น เป็นสิว ผิดคล้ำหรือมีจุดด่างดำ ป้องกันแบคทีเรียและระงับกลิ่นกาย เป็นต้น 

 

ปัจจุบันสบู่มาดามหลุยส์อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทย่อยในเครือ TRITN คือ บริษัท ไทรทัน รีซอร์สเซส จำกัด ทั้งนี้ตั้งเป้าว่าภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะต้องสามารถนำกิจการของสบู่มาดามหลุยส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ หากสามารถทำกำไรแตะ 20 ล้านต่อปีได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มเห็นในปีนี้ได้

 

หลังเปิดตัวมาได้ประมาณ 6 เดือน ก็มีกระแสตอบรับดีจนขึ้นมาเป็น Top 5 ของสบู่ในเมืองไทยแล้ว ตั้งแต่ปีก่อน สำหรับปีนี้คาดว่าจะยิ่งดีกว่าเดิม แต่ยังมีงานอีกมากที่ยังต้องทำ
 

 

สร้างมูลค่า TRITN ทำ Backlog แตะ 1.2 หมื่นล้าน เทียบชั้นก่อสร้างยักษ์ใหญ่

 

หลุยส์เปิดเผยอีกว่า ตัวเธอเองก็ยังคิดเรื่องลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ที่กำลังมาแรงอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลาไปเริ่มทำอย่างจริงจัง แต่มองว่าควรทำสองธุรกิจปัจจุบันให้ดีก่อน ซึ่งชัดเจนว่าอาหารคือหนึ่งในธุรกิจที่ไปได้ดีมาก 

 

สำหรับกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรสำเร็จได้ในมุมมองของหลุยส์ คือ 'คน' โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ของคน เพราะหากไม่มีความรับผิดชอบเพียงพอ ก็อาจทำให้บริษัทเสียโอกาสสำคัญไปได้ นอกจากนี้ คือ การสื่อสารที่ดี เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นทีม  ขณะที่ในฐานะผู้นำที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้ไปข้างหน้าได้นั้น หลุยส์บอกว่า ‘การแก้ปัญหา’ คือ กลไกลสำคัญที่เธอนำมาใช้มากที่สุด เพื่อให้บริษัทได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ น้อยที่สุด แต่สามารถเติบโตได้เร็วที่สุด และดีที่สุด

 

เวลาเกิดปัญหาหลุยส์ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหานั้น ๆ ก่อน จะได้รู้ว่าเหตุเกิดจากอะไร ทำไมถึงเกิด คนที่เป็นต้นตอของปัญหาคิดอะไร และมีใครเกี่ยวข้องด้วยอีกบ้าง จึงจะหาวิธีแก้ปัญหาให้ได้ผลจริงหรือให้รอดพ้นจากปัญหานั้นไปได้ 
 

 

สำหรับด้านชีวิตส่วนตัวนั้น หลุยส์ เป็นทายาทคนที่ 3 ของคุณพ่อคุณแม่ เธอจบการศึกษาปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจและการเงิน จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร (เกียรตินิยม) และ ปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์ด้านการเงินและระบบสารสนเทศ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย 

 

นอกจากบทบาทด้านธุรกิจแล้ว หลุยส์ยังเป็นคุณแม่ของลูกชายหญิง 4 คน และภรรยาของ ภสุ วชิรพงศ์ ผู้เป็นทายาทของ ‘วิชาญ วชิรพงศ์’ นักธุรกิจผู้ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวรายใหญ่ของประเทศไทย ตราสิงห์ทอง โดยเขาสำเร็จการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากประเทศออสเตรเลีย  ปัจจุบันเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นผู้ถือหุ้นอันดับต้น ๆ บมจ. โกลบอล คอนซูเมอร์ ด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ