posttoday
นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกมองไทยเติบโตสวนทางเศรษฐกิจโลก

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกมองไทยเติบโตสวนทางเศรษฐกิจโลก

15 ธันวาคม 2565

ตลท.ชี้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกมองเศรษฐกิจไทยปี 66 ขยาย 3.7% โตสวนทางเศรษฐกิจโลกที่ยังมี 3 ปัจจัยฉุดรั้ง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยแข็งแกร่ง Market Caps. ทั้งตลาด SET และ mai โตเกือบ 2 เท่า หรือราว 21 ล้านล้านบาท

นาย ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา “ส่องหุ้นไทย ปี 2523 ลงทุน รับเปิดศักราชใหม่” ซี่งจัดโดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ ว่านักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ว่า จะฟื้นตัวแบบ K shape โดยจีดีพี ในปี 2566 จะสามารถเติบโตได้ราว 3.7% มากกว่าปี 2565 ที่คาดว่าทั้งปีจะเติบโต 2.8% ซึ่งโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ หรือ สหภาพยุโรป ที่ปีหน้าจะขยายตัวได้น้อยกว่าปีนี้ เหตุผลสำคัญมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1.การควบคุม ดูแลการระบาดของสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศได้ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นปัจจัยที่กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวให้หยุดชะงัก เพราะไม่สามาถเปิดประเทศได้

2.ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่มีปัญหาทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าและโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อกระแสเงินไหลเข้าตลาดหุ้น และตราสารหนี้ทั่วโลก เพราะนักลงทุนจะคัดเลือกแหล่งลงทุนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนั้นหากสามารถลดความขัดแย้งนี้ได้ จะส่งผลให้ราคาสินค้า และโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง

3.ระดับของเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย ที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องลดลง 

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในปี 2566 ที่ต้องจับตามอง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 มองว่า กลุ่มธุรกิจที่ฟื้นเร็ว คือ ภาคธุรกิจเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของไทย แต่กลุ่มที่ยังฟื้นตัวได้ช้า คือ ภาคบริการ ทรัพยากร การเกษตรและอาหาร การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ โดยจะเติบโตยังแต่ไม่เท่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ระบาด

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยปีนี้ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 10 ล้านคน และปีหน้าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาคการทองเที่ยวฟื้นตัวได้มากขึ้น

สำหรับ ภาวะตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเมื่อ 10 ปีก่อน Market Caps. ของทั้งตลาด SET และ mai อยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท ตอนนี้ขยายเติบโตขึ้นเกือบ 2 เท่า หรือราว 21 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีนี้ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ราว 7.8 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากปี 2564 มีจำนวน 9 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งภาคบริการ คือ กลุ่มใหญ่สุด รองลงมา คือ ภาคการเงิน และเทคโนโลยี โดยตลาดหลักทรัพย์ฯไทย มีการระดมทุนไอพีโอ เป็นอันดับที 1 ในอาเซียน ที่ 4 ในเอเซีย

นอกจากนี้ นายภากร ยังกล่าวถึง กรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น ว่า มี 3 เรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดก่อนจะมีการดำเนินการ คือ 1.อัตราภาษีที่จัดเก็บต้องเหมาะสม โดยไม่เป็นภาระที่สูงเกินไปสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย 2.การเก็บภาษีต้องไม่ซ้ำซ้อน และ 3. ช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยมีระยะเวลาให้นักลงทุนได้ปรับตัว
 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69