
นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกมองไทยเติบโตสวนทางเศรษฐกิจโลก
ตลท.ชี้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกมองเศรษฐกิจไทยปี 66 ขยาย 3.7% โตสวนทางเศรษฐกิจโลกที่ยังมี 3 ปัจจัยฉุดรั้ง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยแข็งแกร่ง Market Caps. ทั้งตลาด SET และ mai โตเกือบ 2 เท่า หรือราว 21 ล้านล้านบาท
นาย ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา “ส่องหุ้นไทย ปี 2523 ลงทุน รับเปิดศักราชใหม่” ซี่งจัดโดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ ว่านักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกได้ประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ว่า จะฟื้นตัวแบบ K shape โดยจีดีพี ในปี 2566 จะสามารถเติบโตได้ราว 3.7% มากกว่าปี 2565 ที่คาดว่าทั้งปีจะเติบโต 2.8% ซึ่งโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ หรือ สหภาพยุโรป ที่ปีหน้าจะขยายตัวได้น้อยกว่าปีนี้ เหตุผลสำคัญมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.การควบคุม ดูแลการระบาดของสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศได้ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นปัจจัยที่กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวให้หยุดชะงัก เพราะไม่สามาถเปิดประเทศได้
2.ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่มีปัญหาทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าและโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อกระแสเงินไหลเข้าตลาดหุ้น และตราสารหนี้ทั่วโลก เพราะนักลงทุนจะคัดเลือกแหล่งลงทุนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนั้นหากสามารถลดความขัดแย้งนี้ได้ จะส่งผลให้ราคาสินค้า และโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง
3.ระดับของเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย ที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องลดลง
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในปี 2566 ที่ต้องจับตามอง
อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 มองว่า กลุ่มธุรกิจที่ฟื้นเร็ว คือ ภาคธุรกิจเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของไทย แต่กลุ่มที่ยังฟื้นตัวได้ช้า คือ ภาคบริการ ทรัพยากร การเกษตรและอาหาร การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ โดยจะเติบโตยังแต่ไม่เท่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ระบาด
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยปีนี้ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 10 ล้านคน และปีหน้าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาคการทองเที่ยวฟื้นตัวได้มากขึ้น
สำหรับ ภาวะตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเมื่อ 10 ปีก่อน Market Caps. ของทั้งตลาด SET และ mai อยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท ตอนนี้ขยายเติบโตขึ้นเกือบ 2 เท่า หรือราว 21 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีนี้ มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ราว 7.8 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากปี 2564 มีจำนวน 9 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งภาคบริการ คือ กลุ่มใหญ่สุด รองลงมา คือ ภาคการเงิน และเทคโนโลยี โดยตลาดหลักทรัพย์ฯไทย มีการระดมทุนไอพีโอ เป็นอันดับที 1 ในอาเซียน ที่ 4 ในเอเซีย
นอกจากนี้ นายภากร ยังกล่าวถึง กรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น ว่า มี 3 เรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดก่อนจะมีการดำเนินการ คือ 1.อัตราภาษีที่จัดเก็บต้องเหมาะสม โดยไม่เป็นภาระที่สูงเกินไปสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย 2.การเก็บภาษีต้องไม่ซ้ำซ้อน และ 3. ช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยมีระยะเวลาให้นักลงทุนได้ปรับตัว







