
สศช.ห่วงเงินเฟ้อฉุดเศรษฐกิจโลก-ไทยชะลอตัว
สภาพัฒฯ แนะติดตามภาวะเงินเฟ้อใกล้ชิด ชี้เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกและไทย ผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศหลัก แนะภาคเอกชนเตรียมบริหารความเสียงล่วงหน้ารับมือ
ในงาน สัมมนา WEALTH FORUM ลงทุนอย่างไรให้รวย #ปี3 ที่จัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ นาย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในที่ปรับตัวดีขึ้นมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไทยไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 4.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว 2.5% เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลายภาค อาทิ ด้านการอุปโภค การลงทุนภาคเอกชน ภาคการผลิต และการท่องเที่ยว ถือว่าเป็นการขยายตัวได้ต่อเนื่อง 4 ไตรมาสตั้งแต่ปลายปี 2564 โดยคาดว่าทั้งปี 2565 ขยายตัวอยู่ที่ 3.2% ปี2566 จะขยายตัวอยู่ที่ 3-4%
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามภาวะเงินเฟ้อ ที่มองว่ายังเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งไทย ที่เกิดจากการชะลอตัวของเศษฐกิจในประเทศหลักๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโปร ที่พบว่าชะลอตัวลงมาก เช่นเดียวกับจีน ที่มีผลกระทบภาคอสังหาริมทรัพย์ จากผลกระทบนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (ZERO COVID-19) ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว รวมถึงปัจจัยความขัดแย้งระหว่างรัฐเซีย-ยูเครน ที่ยังคงอยู่ ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน
นอกจากนี้ เลขาธิการสศช.ยังแนะนำว่า ภาคธุรกิจต้องเตรียมบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยโลก รวมทั้งปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยต้องมีการโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมอย่างมีวินัย รวมไปถึงสถานการณ์โควิด-19 แม้ขณะนี้จะไม่รุนแรงแต่ก็เป็นปัจจัยที่ต้องระวัง ดังนั้นถามว่าทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตได้ 2 หลัก มองว่าภาครัฐต้องเร่งให้มีการปรับโครงสร้างเพิ่มดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้น มีการกระจายการลงทุนออกไปในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ระเบียงพิเศษ และเร่งเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนรถการเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามและชิ้นส่วน
สำหรับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีจะมีหรือไม่ต้องพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ช่วงปลายปีนี้ และต้อนปีหน้ารัฐบาลจะมีมาตรการที่เป็นของขวัญปีใหม่มาให้กับประชาชนแทนซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าเร็ว ๆ นี้จะได้ข้อสรุป ก่อนเสนอให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป







