Uniform ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องแบบ
ที่องค์กรกำหนดให้พนักงานใส่เท่านั้น แต่ Uniform มีความหมายรวมไปถึงการปฏิบัติ/พฤติกรรม และการแสดงออกของพนักงานเมื่ออยู่ในเครื่องแบบนั้นด้วย Uniform เป็นภาพรวมของผู้ที่แต่งกายที่แสดงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ขององค์กรที่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เรามักได้ยินคำพูดในทำนองนี้...
“
ถ้าคุณจะไปกินเหล้า... อย่าไปใน Uniform ...กรุณาไปในชุดอื่น”“
ถ้าคุณแต่ง Uniform กรุณาอย่าพับแขนเสื้อ”“
ถ้าคุณอยู่ใน Uniform อย่าเล่นกันอย่างนั้น อย่างนี้” ฯลฯการอยู่ใน Uniform เป็นการกระชับตัวเอง กระชับอารมณ์ กระชับพฤติกรรม รวมไปถึงกระชับพื้นที่ในการแสดงตัว (ขอยืมคำของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. มาใช้งานนี้หน่อยค่ะ)
ผู้เขียนขอเตือนให้คนที่อยู่ใน Uniform ในโลก Cyber ระวังตัวเองให้จงหนัก เพราะการกระทำตัวที่พลาดไปหรือไม่เหมาะสมของการเป็นพนักงานที่อยู่ใน Uniform อาจถูกบันทึกไว้โดยอุปกรณ์สื่อสารพื้นฐานในปัจจุบัน สามารถส่งผ่านไปทางช่องทางของ Viral Communications ต่างๆ สู่สาธารณะได้รวดเร็วและกว้างขวางอย่างคิดไม่ถึง
นั่นคือนรกที่เห็นๆ...
เราคงเคยเห็น Video Clip พนักงานที่อยู่ใน Uniform ขององค์กรที่มีชื่อเสียง แสดงอาการและอารมณ์กราดเกรี้ยวกับคนอื่นโดยส่งผ่านทาง Internet ต่อๆ กันมาถึงเรา โดยเราไม่ได้ตั้งใจรับมาดูด้วยซ้ำ...สำหรับผู้เขียนมองไปว่าเรื่องนี้แท้จริงแล้วน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างเธอกับคนอื่น เรื่องอาจเนื่องมาจากนิสัยส่วนตัว หรือการควบคุมตัวเองของเธอไม่ได้ เรื่องอาจจะจบลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งตามธรรมชาติของมัน แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นว่า เธอผู้นั้นได้ฉุดเอาองค์กรของเธอตกเหวไปด้วย ทั้งๆ ที่องค์กรของเธอไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่กับเธอแม้แต่น้อย
คนกล่าวถึงเธอแล้วแถมชื่อองค์กรเธอติดไปด้วย เพราะเธออยู่ใน Uniform ขององค์กรนั้น ตัวเชื่อม หรือกุญแจสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ Uniform นั่นเอง
องค์กรขนาดใหญ่แสดงอัตลักษณ์และ Brand ของตัวเองผ่านออกมาทาง Uniform เมื่อคนได้รับรู้ ได้เรียนรู้ และได้มีประสบการณ์กับบริษัทก็จะเกิดความคาดหวังและมีจินตนาการไว้ว่า พนักงานขององค์กรที่ดูดี และมีชื่อเสียงที่อยู่ใน Uniform นั้นควรเป็นอย่างไร
ในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลพนักงานที่แต่ง Uniform ขององค์กร ต้องมองว่า Uniform เป็นสิ่งมีค่า เพราะ Uniform เป็นทั้งอัตลักษณ์องค์กร เป็นส่วนหนึ่งของ Brand เป็นบุคลิกองค์กร เป็นความมุ่งหมายองค์กร ฯลฯ หลายองค์กรไม่ยอมให้พนักงานใหม่ที่อยู่ในช่วงทดลองงานใส่ Uniform ด้วยซ้ำ เพราะยังไม่แน่ใจว่าพนักงานจะสามารถทำหน้าที่และทำอะไรอีกหลายอย่างได้ตามที่บริษัทคาดหวังได้หรือไม่ การทำอย่างนี้ในทางจิตวิทยาถือว่า ทำให้ Uniform มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพราะอะไรที่ได้มาง่ายเกินไปผู้รับจะไม่ให้คุณค่ากันมากนัก
เมื่อพนักงานใหม่ท่านใดสามารถแต่ง Uniform ได้ ก็เท่ากับว่าพนักงานท่านนั้นได้ผ่านมาตรฐานขององค์กร ทั้งในเรื่องการทำงานและการปฏิบัติตัว ซึ่งองค์กรยอมรับและเห็นว่าเหมาะสมที่จะให้เข้ามาร่วมหัวจมท้ายกับองค์กรได้
ในส่วนของพนักงาน คนใดที่ได้ใส่ Uniform แล้วก็ต้องรู้ว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปท่านต้องทำหน้าที่และรับผิดชอบทุกอย่างให้ได้ตามที่องค์กรคาดหวัง ยิ่งกว่านั้น... Uniform ที่ท่านใส่เป็นสิ่งที่เตือนใจว่า ท่านต้องหวงแหนและรักษาหน้าตาองค์กรไว้อย่างเต็มความสามารถ
ผู้เขียนได้อารัมภบทไว้ในตอนที่แล้วว่า Uniform พัฒนามาจากการแต่งกายของกองทัพในการรบตั้งแต่ 4,000 ปีที่แล้ว และภาพของ Uniform ชัดเจนขึ้น อย่างในสมัยกลางเมื่อทั้งกองทัพคริสเตียนและมุสลิมแต่งตัวเข้าปะทะกันในสงครามครูเสด หลังจากสงครามเลิกราโดยเฉพาะพวกอัศวินคริสเตียนคณะ The Templar กลับไปปรุงแต่งเรื่องจารีตเกี่ยวกับ Uniform ให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น
พัฒนาการของ Uniform เป็นมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับกองทัพและจารีตในราชสำนักต่างๆ บรรดาทหารใช้ Uniform แยกหมู่เหล่าออกไปชัดเจน จากนั้น Uniform ได้พัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้สอยและการรบ Uniform กลายเป็นยุทธปัจจัยสำคัญที่กองทัพให้ความสำคัญอย่างมาก
ในสถานะของการเป็นพนักงานหรืองานในบางสาขาอาชีพ Uniform เป็นสิ่งบอกเล่าถึงความน่าเชื่อถือของบุคลากรได้ชัดเจน โดยไม่ต้องแนะนำกันอีก ผู้พบเห็นจะรับรู้และเข้าใจได้ทันทีว่า ผู้ที่อยู่ใน Uniform นั้นควรอยู่ในอาชีพใด มีหน้าที่รับผิดชอบอะไร และควรมีลักษณะส่วนตัวอย่างไร เช่น Chef พยาบาล หมอ และนักบิน ฯลฯ ซึ่ง Uniform จะบอกให้คนที่พบเห็นได้ว่า... คนเหล่านั้นคือใคร และต้องเป็นคนอย่างไร
สิ่งที่ซ่อนอยู่ใน Uniform คือเป็นสิ่งที่สร้างความศรัทธาให้กับบุคคลที่อยู่ใน Uniform เหล่านั้น คนที่ใส่ Uniform ทั้งหลายพึงเห็นคุณค่าและให้ความเคารพต่อ Uniform ที่สวมใส่อยู่ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเอง
ขอให้ท่านลองจินตนาการว่า ...วันหนึ่งท่านยืนอยู่หน้าห้องวินิจฉัยโรคที่โรงพยาบาลมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ลูกท่านเป็นคนไข้อยู่ในห้องตรวจ สักพักหนึ่งมีชายนิรนามใส่กางเกงยีนส์ขาดๆ แบบ In Trend เดินเข้าไปในห้องตรวจ... ท่านคิดต่อไปว่า ...คนนี้เป็นใคร
สักพักหนึ่งชายคนนั้นเดินออกมานอกห้อง แล้วถามท่านว่า
“
คุณเป็นแม่เด็กชาย XXX ใช่ไหมครับ?”ชายคนนั้นพูดต่อไปว่า
“...ลูกชายคุณต้องได้รับการผ่าตัดครับ ซึ่งผมจะผ่าตัดในวันพรุ่งนี้ ไม่ยุ่งยากมากครับ ผ่าเสร็จแล้วต้องอยู่โรงพยาบาลดูอาการสัก 45 วัน แล้วคงกลับบ้านได้”ถึงตอนนั้นท่านเริ่มพูดอยู่ในใจกับภาพที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า ...
“
โอ! พระเจ้า...เขาเป็นหมอ???” “ท่านอาจจะถามตัวเองซ้ำอีกหลายครั้ง และหลับตาภาวนาเรียกความมั่นใจ“...
ลูกฉันจะรอดไหมเนี่ย” ฯลฯในความเป็นจริงแล้วชายคนนั้นคือ หมอผ่าตัดฝีมือดีคนหนึ่งในประเทศไทย แต่การที่หมอเดินเข้ามาทำงานในชุดที่เหมือนกับคนใส่ไปเที่ยว Pub แถวพระราม 9 ใครล่ะจะเชื่อถือ
Scenario ที่จำลองขึ้นมานี้ คงทำให้เราพอเห็นได้ว่า Uniform เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ที่พบเห็นได้มากเพียงใด
(ตอนต่อไปจะกล่าวถึง... พวกชอบแก้ไข Uniform)


