posttoday

Uniform ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องแบบ

11 มกราคม 2554

ที่องค์กรกำหนดให้พนักงานใส่เท่านั้น แต่ Uniform มีความหมายรวมไปถึงการปฏิบัติ/พฤติกรรม และการแสดงออกของพนักงานเมื่ออยู่ในเครื่องแบบนั้นด้วย Uniform เป็นภาพรวมของผู้ที่แต่งกายที่แสดงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ขององค์กรที่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

เรามักได้ยินคำพูดในทำนองนี้...

ถ้าคุณจะไปกินเหล้า... อย่าไปใน Uniform ...กรุณาไปในชุดอื่น

ถ้าคุณแต่ง Uniform กรุณาอย่าพับแขนเสื้อ

ถ้าคุณอยู่ใน Uniform อย่าเล่นกันอย่างนั้น อย่างนี้ฯลฯ

การอยู่ใน Uniform เป็นการกระชับตัวเอง กระชับอารมณ์ กระชับพฤติกรรม รวมไปถึงกระชับพื้นที่ในการแสดงตัว (ขอยืมคำของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. มาใช้งานนี้หน่อยค่ะ)

ผู้เขียนขอเตือนให้คนที่อยู่ใน Uniform ในโลก Cyber ระวังตัวเองให้จงหนัก เพราะการกระทำตัวที่พลาดไปหรือไม่เหมาะสมของการเป็นพนักงานที่อยู่ใน Uniform อาจถูกบันทึกไว้โดยอุปกรณ์สื่อสารพื้นฐานในปัจจุบัน สามารถส่งผ่านไปทางช่องทางของ Viral Communications ต่างๆ สู่สาธารณะได้รวดเร็วและกว้างขวางอย่างคิดไม่ถึง

นั่นคือนรกที่เห็นๆ...

เราคงเคยเห็น Video Clip พนักงานที่อยู่ใน Uniform ขององค์กรที่มีชื่อเสียง แสดงอาการและอารมณ์กราดเกรี้ยวกับคนอื่นโดยส่งผ่านทาง Internet ต่อๆ กันมาถึงเรา โดยเราไม่ได้ตั้งใจรับมาดูด้วยซ้ำ...สำหรับผู้เขียนมองไปว่าเรื่องนี้แท้จริงแล้วน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างเธอกับคนอื่น เรื่องอาจเนื่องมาจากนิสัยส่วนตัว หรือการควบคุมตัวเองของเธอไม่ได้ เรื่องอาจจะจบลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งตามธรรมชาติของมัน แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นว่า เธอผู้นั้นได้ฉุดเอาองค์กรของเธอตกเหวไปด้วย ทั้งๆ ที่องค์กรของเธอไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่กับเธอแม้แต่น้อย

คนกล่าวถึงเธอแล้วแถมชื่อองค์กรเธอติดไปด้วย เพราะเธออยู่ใน Uniform ขององค์กรนั้น ตัวเชื่อม หรือกุญแจสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ Uniform นั่นเอง

องค์กรขนาดใหญ่แสดงอัตลักษณ์และ Brand ของตัวเองผ่านออกมาทาง Uniform เมื่อคนได้รับรู้ ได้เรียนรู้ และได้มีประสบการณ์กับบริษัทก็จะเกิดความคาดหวังและมีจินตนาการไว้ว่า พนักงานขององค์กรที่ดูดี และมีชื่อเสียงที่อยู่ใน Uniform นั้นควรเป็นอย่างไร

ในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลพนักงานที่แต่ง Uniform ขององค์กร ต้องมองว่า Uniform เป็นสิ่งมีค่า เพราะ Uniform เป็นทั้งอัตลักษณ์องค์กร เป็นส่วนหนึ่งของ Brand เป็นบุคลิกองค์กร เป็นความมุ่งหมายองค์กร ฯลฯ หลายองค์กรไม่ยอมให้พนักงานใหม่ที่อยู่ในช่วงทดลองงานใส่ Uniform ด้วยซ้ำ เพราะยังไม่แน่ใจว่าพนักงานจะสามารถทำหน้าที่และทำอะไรอีกหลายอย่างได้ตามที่บริษัทคาดหวังได้หรือไม่ การทำอย่างนี้ในทางจิตวิทยาถือว่า ทำให้ Uniform มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพราะอะไรที่ได้มาง่ายเกินไปผู้รับจะไม่ให้คุณค่ากันมากนัก

เมื่อพนักงานใหม่ท่านใดสามารถแต่ง Uniform ได้ ก็เท่ากับว่าพนักงานท่านนั้นได้ผ่านมาตรฐานขององค์กร ทั้งในเรื่องการทำงานและการปฏิบัติตัว ซึ่งองค์กรยอมรับและเห็นว่าเหมาะสมที่จะให้เข้ามาร่วมหัวจมท้ายกับองค์กรได้

ในส่วนของพนักงาน คนใดที่ได้ใส่ Uniform แล้วก็ต้องรู้ว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปท่านต้องทำหน้าที่และรับผิดชอบทุกอย่างให้ได้ตามที่องค์กรคาดหวัง ยิ่งกว่านั้น... Uniform ที่ท่านใส่เป็นสิ่งที่เตือนใจว่า ท่านต้องหวงแหนและรักษาหน้าตาองค์กรไว้อย่างเต็มความสามารถ

ผู้เขียนได้อารัมภบทไว้ในตอนที่แล้วว่า Uniform พัฒนามาจากการแต่งกายของกองทัพในการรบตั้งแต่ 4,000 ปีที่แล้ว และภาพของ Uniform ชัดเจนขึ้น อย่างในสมัยกลางเมื่อทั้งกองทัพคริสเตียนและมุสลิมแต่งตัวเข้าปะทะกันในสงครามครูเสด หลังจากสงครามเลิกราโดยเฉพาะพวกอัศวินคริสเตียนคณะ The Templar กลับไปปรุงแต่งเรื่องจารีตเกี่ยวกับ Uniform ให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น

พัฒนาการของ Uniform เป็นมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับกองทัพและจารีตในราชสำนักต่างๆ บรรดาทหารใช้ Uniform แยกหมู่เหล่าออกไปชัดเจน จากนั้น Uniform ได้พัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้สอยและการรบ Uniform กลายเป็นยุทธปัจจัยสำคัญที่กองทัพให้ความสำคัญอย่างมาก

ในสถานะของการเป็นพนักงานหรืองานในบางสาขาอาชีพ Uniform เป็นสิ่งบอกเล่าถึงความน่าเชื่อถือของบุคลากรได้ชัดเจน โดยไม่ต้องแนะนำกันอีก ผู้พบเห็นจะรับรู้และเข้าใจได้ทันทีว่า ผู้ที่อยู่ใน Uniform นั้นควรอยู่ในอาชีพใด มีหน้าที่รับผิดชอบอะไร และควรมีลักษณะส่วนตัวอย่างไร เช่น Chef พยาบาล หมอ และนักบิน ฯลฯ ซึ่ง Uniform จะบอกให้คนที่พบเห็นได้ว่า... คนเหล่านั้นคือใคร และต้องเป็นคนอย่างไร

สิ่งที่ซ่อนอยู่ใน Uniform คือเป็นสิ่งที่สร้างความศรัทธาให้กับบุคคลที่อยู่ใน Uniform เหล่านั้น คนที่ใส่ Uniform ทั้งหลายพึงเห็นคุณค่าและให้ความเคารพต่อ Uniform ที่สวมใส่อยู่ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเอง

ขอให้ท่านลองจินตนาการว่า ...วันหนึ่งท่านยืนอยู่หน้าห้องวินิจฉัยโรคที่โรงพยาบาลมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ลูกท่านเป็นคนไข้อยู่ในห้องตรวจ สักพักหนึ่งมีชายนิรนามใส่กางเกงยีนส์ขาดๆ แบบ In Trend เดินเข้าไปในห้องตรวจ... ท่านคิดต่อไปว่า ...คนนี้เป็นใคร

สักพักหนึ่งชายคนนั้นเดินออกมานอกห้อง แล้วถามท่านว่า

คุณเป็นแม่เด็กชาย XXX ใช่ไหมครับ?

ชายคนนั้นพูดต่อไปว่า “...ลูกชายคุณต้องได้รับการผ่าตัดครับ ซึ่งผมจะผ่าตัดในวันพรุ่งนี้ ไม่ยุ่งยากมากครับ ผ่าเสร็จแล้วต้องอยู่โรงพยาบาลดูอาการสัก 45 วัน แล้วคงกลับบ้านได้

ถึงตอนนั้นท่านเริ่มพูดอยู่ในใจกับภาพที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า ...

โอ! พระเจ้า...เขาเป็นหมอ???” “ท่านอาจจะถามตัวเองซ้ำอีกหลายครั้ง และหลับตาภาวนาเรียกความมั่นใจ

“...ลูกฉันจะรอดไหมเนี่ยฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้วชายคนนั้นคือ หมอผ่าตัดฝีมือดีคนหนึ่งในประเทศไทย แต่การที่หมอเดินเข้ามาทำงานในชุดที่เหมือนกับคนใส่ไปเที่ยว Pub แถวพระราม 9 ใครล่ะจะเชื่อถือ

Scenario ที่จำลองขึ้นมานี้ คงทำให้เราพอเห็นได้ว่า Uniform เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ที่พบเห็นได้มากเพียงใด

(ตอนต่อไปจะกล่าวถึง... พวกชอบแก้ไข Uniform)

ข่าวล่าสุด

แมคโดนัลด์ดึง The Powerpuff Girls แจกกล่องสุ่มกระเป๋าใจฟู 99 บาท