posttoday
ควรนำบริษัทธุรกิจครอบครัว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ (2)

ควรนำบริษัทธุรกิจครอบครัว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ (2)

11 มกราคม 2554

....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ฉบับที่แล้วผมได้ตั้งคำถามไว้ว่าบริษัทประกอบการธุรกิจครอบครัวประสบความสำเร็จนั้น มีความจำเป็นแค่ไหน เพียงไร ที่จะต้องไประดมทุนจากตลาดทุนโดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธุรกิจของครอบครัวนั้นมีลักษณะที่มีธุรกิจดี กระแสเงินสดที่ดี มีความเจริญเติบโต

ผมได้ยกตัวอย่างของบริษัท โตโยต้า บีเอ็มดับเบิลยู หรือ บริษัท ฟอร์ด ธุรกิจใหญ่ๆ เช่น ตระกูลจิราธิวัฒน์ ของกลุ่มเซ็นทรัล ตระกูลเจียรวนนท์ ของกลุ่มซีพี ตระกูลโชควัฒนา ของกลุ่มสหพัฒน์ แม้แต่กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ของตระกูลสิริวัฒนภักดี กลุ่มบริษัทเหล่านี้ต่างเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผมจึงเห็นว่าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์น่าจะเป็นทางเลือกที่เจ้าของบริษัทธุรกิจประกอบการของครอบครัวต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

เรามาดูข้อดีของการเข้าจดทะเบียนบริษัทธุรกิจครอบครัวที่เป็นบริษัทประกอบการนั้น ผมมีข้อเสนอให้พิจารณา ดังต่อไปนี้

1.การที่บริษัทประกอบการของบริษัทธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้บริษัทสามารถระดมทุน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขยายกิจการในการลงทุน โดยแทนที่จะต้องนำเงินของสมาชิกในครอบครัวมาใช้หรือต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ก็สามารถจะระดมทุนในรูปแบบลักษณะของหุ้นทุนได้ จะทำให้ผลประโยชน์ ผลตอบแทนที่ได้รับ ก็จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด

อีกทั้งยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินของครอบครัวเข้าไปใส่เพื่อเป็นทุนทั้งหมด แต่ทั้งนี้เจ้าของธุรกิจครอบครัวยังคงสามารถถือครองหุ้นเป็นจำนวนเกินกว่า 50% เพื่อควบคุมดูแลบริษัทได้โดยผ่านการจัดโครงสร้างการถือหุ้นที่ถูกต้องและเหมาะสม

2.การที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการรับรู้ความมั่งคั่งของสมาชิกในครอบครัว หรือมูลค่าของธุรกิจครอบครัว ว่าจริงๆ แล้วนั้นความมั่งคั่งหรือมูลค่าของธุรกิจในครอบครัวมีเท่าใด และสามารถแปลงเป็นเงินสดเมื่อมีการขายหุ้น โดยสามารถเปรียบเทียบกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเภทเดียวกันนั้น ผลตอบแทนของการลงทุนของผู้ถือหุ้นนั้นจะเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เป็นเครื่องวัดความเจริญเติบโตของธุรกิจได้ และจะได้นำมาปรับปรุงการบริหารจัดการได้ดีขึ้น

3.ก็ยังเป็นโอกาสให้เจ้าของธุรกิจครอบครัวสามารถวางแผนหรือประหยัดภาษีในการขายหุ้นของตนเองในตลาดหลักทรัพย์ได้ หากมีการจัดโครงสร้างการถือหุ้นให้ครบถ้วน โดยที่ให้สมาชิกในครอบครัวหากจะถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบการบางส่วนร่วมกับการถือหุ้นบริษัทโฮลดิงของครอบครัวที่มีเป้าประสงค์ในการกำกับดูแลและควบคุมดังตัวอย่างกรณีศึกษาที่ผมเคยเขียนไว้แล้ว

ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันนี้ประเทศไทยอนุญาตให้การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดานั้นได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งต่างกับบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนที่จะต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าถึง 37% ในประเทศไทยจึงจะเห็นตัวอย่างธุรกิจครอบครัวหลายธุรกิจครอบครัวที่มีบริษัทจดทะเบียนมักจะถือหุ้นโดยบุคคลธรรมดาในครอบครัว เช่น กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล หรือตระกูลมาลีนนท์

เพราะการถือหุ้นดังกล่าวจะทำให้สมาชิกในครอบครัวสามารถได้รับประโยชน์จากการไม่เสียภาษีเมื่อมีกำไรจากการขายหุ้นได้ ดังนั้น เวลาคำนวณใครเป็น 500 เศรษฐีไทย ก็จะดูจากมูลค่าหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (ดูการเงินการธนาคาร เดือน ธ.ค. 2553) แต่บางตระกูลอาจถือหุ้นส่วนใหญ่ผ่านบริษัทโฮลดิงเฉพาะของตระกูล

4.เป็นการทำให้มืออาชีพอยากจะเข้ามาทำงานกับบริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียน เพราะต้องมีการบริหารจัดการอย่างวิชาชีพ มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกระบวนการ ช่วยเสริมสร้างกลไกของการประกอบธุรกิจให้ได้ผลตอบแทนอันดียิ่งขึ้น รวมทั้งประโยชน์อื่นๆ ก็จะได้มาตรฐานเดียวกับของอุตสาหกรรมแต่ละอุตสาหกรรม

อีกทั้งอาจได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อหุ้นที่จัดสรรให้กับผู้บริหารหรือพนักงานได้ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การประกอบการดีขึ้น ผู้ถือหุ้นของครอบครัวก็มีผลตอบแทนที่ดี

ไว้ฉบับหน้าเรามาดูข้อดีและข้อเสียด้านอื่นๆ กันต่อนะครับ

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว