posttoday
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.24 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.24 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

30 มิถุนายน 2565

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.24 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” เงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนสูงต่อ กดดันโดยการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวหนักหรือถดถอย จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังจากที่ ประธานเฟดได้ออกมาย้ำจุดยืนในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งความกังวลดังกล่าวทำกอปรกับรายงาน GDP สหรัฐฯ ในไตรมาสแรกที่หดตัว -1.6% แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็ทำให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วกดดันให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานล้วนปรับตัวลงแรง อาทิ Conoco Phillips -4.0%, Exxon Mobil -3.7%, Chevron -2.0% กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ ตามการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นำโดย Meta (Facebook) +2.0%, Microsoft +1.5%, Amazon +1.4% ทำให้ ดัชนี S&P500 ย่อตัวลงเพียง -0.07%

ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พลิกกลับมาปรับตัวลดลง -0.67% กดดันโดยความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเสี่ยงที่จะถดถอยจากการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะขายหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจ อย่าง กลุ่มยานยนต์ Volkswagen -1.3%, กลุ่มการเงิน UBS -1.9% เป็นต้น

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงหนักหรือถดถอย ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3.08% ตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงมีความผันผวนอยู่สูง จนกว่าที่ตลาดจะมั่นใจว่า เฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงมากกว่าคาด (ขึ้นดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมครั้งหน้า หรือ ขึ้น 0.75% ต่อเนื่องกันหลายครั้ง) ซึ่งในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น เราเชื่อว่าผู้เล่นบางส่วนจะรอทยอยซื้อ Buy On Dip โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงหนักหรือถดถอยได้ในปีหน้า

ในฝั่งตลาดค่าเงิน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดได้กลับมาหนุนให้ผู้เล่นบางส่วนเลือกที่จะถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 105 จุด อีกครั้ง นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นอุปสรรคต่อราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำผันผวนหนัก แม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวลดลงตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดก็ตาม โดยล่าสุดราคาทองคำแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะเงินเฟ้อ PCE โดยตลาดมองว่า เงินเฟ้อ PCE เดือนพฤษภาคม อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 6.4% สอดคล้องกับรายงานเงินเฟ้อทั่วไป CPI ที่ออกมาก่อนหน้า ทำให้ตลาดยังคงมองว่า เฟดอาจมีความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมเดือนกรกฎาคมอยู่

ส่วนในฝั่งเอเชีย ตลาดมองว่า เศรษฐกิจจีนจะส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น จากอานิสงส์ของการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางการจีน สะท้อนผ่าน ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.3 จุด นอกจากนี้ ภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะในฝั่งภาคการบริการที่คึกคักมากขึ้น จะสะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการบริการ ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.1 จุด เช่นกัน

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนสูงต่อ กดดันโดยการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ รวมถึงแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงจากนักลงทุนต่างชาติที่อาจยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงหนักหรือเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอย อย่างไรก็ดี หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนออกมาดีกว่าคาดและสะท้อนถึงการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนหลังการผ่อนคลาย Lockdown ก็อาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในฝั่งเอเชียและมีโอกาสช่วยหนุนให้สกุลเงินในฝั่งเอเชียแข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง (correlation ระหว่างเงินบาทกับเงินหยวนจีนในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 70%)

ทั้งนี้ เรามองว่า การแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมาของเงินบาทนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาเก็งกำไรของผู้เล่นในตลาดที่มีทั้งการทยอยขายทำกำไรฝั่ง Long USDTHB และอีกส่วนก็เริ่มกลับมา Short USDTHB ตามความคาดหวังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ดังจะเห็นได้จากยอดซื้อบอนด์ระยะสั้นสุทธิกว่า 5.2 พันล้านบาท ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ซึ่งผู้เล่นกลุ่มดังกล่าวอาจรอดูความเคลื่อนไหวของเงินบาทว่าจะแข็งค่าหลุด 35 บาทต่อดอลลาร์ หรือ ไม่ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสถานะถือครอง ทำให้เรามองว่า โซน 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ยังเป็นแนวรับที่สำคัญในช่วงนี้ ส่วนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 35.30-35.40 บาทต่อดอลลาร์

อนึ่ง ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง เราคงแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ ใช้ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.15-35.35 บาท/ดอลลาร์

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว