
ความสำเร็จของธุรกิจเกาหลีใต้
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ในปี 2553 ที่ผ่านมา จากสถิติของกระทรวงที่ดิน ขนส่ง และพาณิชยนาวี อุตสาหกรรมก่อสร้างของเกาหลีใต้รับงานต่างประเทศมากเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 71,570 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจำนวน 419 บริษัท รับงาน 588 สัญญา จาก 91 ประเทศ โดยกระทรวงแห่งนี้ตั้งเป้าหมายตัวเลขรับงานก่อสร้างต่างประเทศเพิ่มเป็น 100,000ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2557 นับเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับรัฐบาลไทยพยายามส่งเสริมให้ผู้ประกอบการก่อสร้างไทยให้ไปรับงานต่างประเทศ
บริษัทก่อสร้างของเกาหลีใต้ไปรับงานที่ตะวันออกกลางมากที่สุด คือ 66% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด นับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญ โดยประมาณ 10
–15 ปีมาแล้ว คือ ประมาณปี 2540 บริษัทเกาหลีไม่ผ่าน Prequalification ที่จะรับงานก่อสร้างซึ่งสลับซับซ้อนในตะวันออกกลาง ต้องรับงานก่อสร้างแบบง่ายๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น งานวิศวกรรมโยธา งานสาธารณูปโภค คลังน้ำมัน ฯลฯ ไปก่อน ขณะที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างของญี่ปุ่นกวาดงานก่อสร้างที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเหล่านี้ เช่น การก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ฯลฯแต่ปัจจุบันบริษัทรับเหมาของเกาหลีใต้สามารถแย่งงานขนาดใหญ่ที่มีความสลับซับซ้อนสูงได้เป็นผลสำเร็จ เป็นต้นว่า บริษัท ฮุนได เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น เป็นผู้นำกลุ่มร่วมค้าชนะประมูลโครงการโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล มูลค่า 690 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ Jebel Ali ในรัฐดูไบเมื่อปี 2548 ส่วนบริษัท จีเอส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ชนะประมูลเมื่อกลางปี 2550 โครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันมูลค่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ประเทศอียิปต์ ขณะที่บริษัทแดวูเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรักชั่นชนะประมูลเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2553 ในโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังความร้อนขนาด 700 เมกะวัตต์มูลค่า 1,050 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ประเทศโมร็อคโค
รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ช่วยเหลือบริษัทรับเหมาก่อสร้างของเกาหลีใต้ในรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ช่วยเหลือในการหาตลาด สนับสนุนด้านวิจัยและพัฒนา สนับสนุนช่วยเหลือด้านการออกแบบก่อสร้าง ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดยักษ์ บางครั้งผู้นำรัฐบาลต้องเข้าไปดำเนินการด้วยตนเองเพื่อช่วยเหลือให้ชนะประมูลทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตัวอย่างหนึ่ง คือ กรณีที่เกาหลีใต้ชนะประมูลก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ขนาดยักษ์ 1,400 เมกะวัตต์ จำนวน 4 เครื่อง มูลค่า 18,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่รัฐอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปลายปี 2552 นั้น บริษัท โคเรีย อิเล็กทริก เพาเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้ารัฐวิสาหกิจของเกาหลีใต้ เป็นผู้นำกลุ่มร่วมค้า จากนั้นจะมีบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างของภาคเอกชน 3 บริษัท เป็นผู้รับเหมาช่วง คือ บริษัท โดซาน บริษัท ฮุนได และบริษัท ซัมซุง ทำให้สามารถรับความเสี่ยงได้สูงมาก เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีขนาดใหญ่ในธุรกิจไฟฟ้าที่มีรายได้สม่ำเสมอ จึงส่งผลทำให้สามารถเสนอราคาประมูลในราคาต่ำกว่าของกลุ่มฮิตาชิจีอีของญี่ปุ่นสหรัฐ และกลุ่ม EDFAreva ของฝรั่งเศส มากถึง 20%
ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยังโทรศัพท์ด้วยตนเองไปหารือกับมงกุฎราชกุมารโมฮัมหมัดเพื่อประชุมทางไกลเกี่ยวกับโครงการนี้มากถึง 6 ครั้ง นอกจากนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้จัดตั้งโครงการชื่อว่า HQ ขึ้นภายใต้หน่วยงานสำนักงานประธานาธิบดี เพื่อให้ความช่วยเหลือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในด้านอื่นๆ ที่แม้ไม่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แต่อย่างใด แต่สามารถจูงใจทางอ้อมให้เลือกกลุ่มร่วมค้าของเกาหลีใต้ชนะประมูลโครงการนี้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทรับเหมาก่อสร้างของเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนและอินเดีย แม้ปัจจุบันบริษัทรับเหมาของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ผ่าน Prequalification ที่จะรับงานที่มีความสลับซับซ้อนในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการสะสมความรู้ทางเทคนิค ทักษะในด้านควบคุมคุณภาพ และความสามารถในการบริหารโครงการ แต่ได้เริ่มรับงานมูลค่าเพิ่มต่ำแล้ว เป็นต้นว่า บริษัท China Petroleum Engineering & Construction Corporation รับงานก่อสร้างท่อส่งน้ำมันของรัฐอาบูดาบีมูลค่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯลฯ
ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนพยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อสร้างในลักษณะลด แลก แจก แถม เป็นต้นว่า การช่วยเหลือด้านค้ำประกันสินเชื่อแก่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง นอกจากนี้กรณีก่อสร้างในประเทศที่มีฐานะการเงินไม่แข็งแกร่งนัก เช่น ซูดาน กัมพูชา ฯลฯ บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เป็นรัฐวิสาหกิจของจีนจะก่อสร้างแลกกับสินค้าโดยไม่ต้องจ่ายเป็นเงินสดแต่อย่างใด หรือมิฉะนั้นรัฐบาลจีนก็ให้สินเชื่อแก่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ เพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นค่าก่อสร้าง
ส่วนรัฐบาลเกาหลีใต้พยายามแก้ไขสถานการณ์ โดยเมื่อเดือน มี.ค. 2552 รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ลอกเลียนแบบกลยุทธ์ของจีนในการรับงานก่อสร้าง โดยได้ทำสัญญากับรัฐบาลอิรักในโครงการมูลค่า 3,550 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานของอิรัก โดยแลกเปลี่ยนกับน้ำมันดิบของอิรักจำนวนเกือบ 2,000 ล้านบาร์เรล







