posttoday
ความสามารถการแข่งขันของไทยใน AEC (ตอนที่ 2)

ความสามารถการแข่งขันของไทยใน AEC (ตอนที่ 2)

06 มกราคม 2554

....นคร สังขรัตน์

การจัดทำ FTA และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทยที่มีศักยภาพ ลดอุปสรรคด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีระหว่างกัน ดึงดูดต่างชาติให้ย้ายฐานการผลิตและการลงทุนมาไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันสนับสนุนคนไทยไปลงทุนต่างประเทศ ผลักดันให้มีการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่มีศักยภาพ

ดังนั้น สมาคมการค้าในฐานะที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อม โดยเริ่มจากการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงแนวทางในการปรับตัวของสมาคมการค้าและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ควรมีบทบาทตามแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Michael E. Porter ซึ่งประกอบด้วยปัจจัย 4 ด้าน ดังนี้

ประการแรก เงื่อนไขด้านปัจจัยการผลิต (Factor Input Conditions) ในด้านวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต สมาคมการค้าควรทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานวัตถุดิบของไทยให้เกิดขึ้น โดยจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูล และการอบรมกับภาคธุรกิจ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าที่ประเทศเผชิญอยู่ อาจเริ่มต้นจากการจัดทำโครงการนำร่องเพื่อเป็นตัวอย่างและประชาสัมพันธ์เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความตื่นตัวสนใจ โดยเน้นให้ภาคธุรกิจเกิดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และตระหนักถึงผลประโยชน์ต่อเนื่องสู่การพัฒนาธุรกิจและประสิทธิภาพในการผลิต ตลอดจนผลกระทบย้อนกลับสู่ผู้ผลิต ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในการควบคุมการนำเข้าวัตถุดิบที่ส่งผลเสียต่อการผลิตในประเทศ พร้อมทั้งปรับกฎหมายและให้มีมาตรการเข้มงวดในการลงโทษ

ทั้งนี้ มาตรฐานสินค้าที่ภาครัฐกำหนดต้องทัดเทียมกับมาตรฐาน การส่งออกและนำเข้าสินค้าของไทย เพื่อเป็นรากฐานในการนำไปเจรจาต่อรองในเวทีการค้าโลก และยกระดับการบริโภคในประเทศ จัดทำคู่มือผู้ผลิตที่ดีที่เหมาะสมให้แพร่หลายมากขึ้น พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์มาตรฐานวัตถุดิบของไทยเพื่อการสร้างความตื่นตัวให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภค และภาคเอกชนควรมีการพัฒนาฐานข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้สืบค้นแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งวัตถุดิบได้

ด้านการพัฒนาทางเทคโนโลยี สมาคมการค้าจะต้องประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในการลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต และส่งเสริมให้มีการผลิตเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงาน เนื่องจากในภาวะปัจจุบันค่าจ้างแรงงานของไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การแข่งขันที่ต้นทุนโดยมองเน้นที่ค่าจ้างแรงงานจึงไม่สามารถทำได้ ควรมีการส่งเสริมในด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิต การปรับโครงสร้างของผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ส่งเสริมงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักร

ด้านการวิจัยและพัฒนา สมาคมการค้าจะต้องส่งเสริมภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคธุรกิจของไทยได้รับความสนใจน้อย โดยส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานของภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นและส่งเสริมการวิจัย ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และมาตรการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้ความสนใจกับการทำวิจัยตลาดมากขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการทำการตลาดเชิงรุก

ทั้งนี้ควรประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ในการให้การสนับสนุนในฐานะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล เพื่อช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บข้อมูลของภาคเอกชนได้ในบางส่วน และประสานงานกับสถาบันการศึกษาในการให้การสนับสนุนด้านวิชาการในการให้คำแนะนำปรึกษา และร่วมให้ข้อมูลเชิงวิชาการประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ การเสนอแนะปัญหาและข้อจำกัดที่จะนำสู่การวิจัยและพัฒนา และติดตามการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในการกำหนดเงื่อนไขกีดกันทางการค้า รวมถึงสร้างห้องปฏิบัติการอ้างอิงที่เป็นที่ยอมรับ และจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรสายต่างๆ ในการสนับสนุนการตรวจผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในการทำวิจัยและพัฒนา ได้แก่

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาทางด้านธุรกิจในลักษณะเป็นชุดโครงการในการเพิ่มศักยภาพทางเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้ผลิตโดยตรง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนโครงการวิจัยพื้นฐานเพื่อสร้างองค์ความรู้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสาขาที่มีบทบาทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมส่วนหนึ่ง คือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ มีนโยบายในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านธุรกิจ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มีหน่วยงานที่วิจัยทางด้านธุรกิจ คือ สาขาการวิจัย รวมทั้งการให้คำปรึกษาร่วมมือเผยแพร่แนวทางต่างๆ

ผู้ประกอบการต้องสร้างความร่วมมือในด้านการกำหนดมาตรฐานต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงเสนอแนะปัญหาและข้อจำกัด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว จะเห็นได้ว่าเครือข่ายความร่วมมือในทางวิชาการที่ดีได้เริ่มขึ้นในบางธุรกิจแล้ว หากแต่เพียงจำกัดอยู่เฉพาะภายในธุรกิจเดียว ดังนั้นจะต้องมีการขยายผลออกมาในวงกว้างในลักษณะที่รับผิดชอบธุรกิจโดยรวมในด้านต่างๆ จึงควรมีองค์กรกลาง หรือหน่วยงานกลาง เพื่อให้ระบบงานมีความสอดคล้องได้ดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน