
ค่าแรงแพงแรงงานขาดทุบนุ่งห่ม
โพสต์ทูเดย์
— เครื่องนุ่งห่มไทยชะงัก ครึ่งปีแรกหมดสิทธิขยายกำลังการผลิต หลังขาดทั้งแรงงานและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนายวัลลภ วิตนากร กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกนี้จะไม่มีการขยายกำลังการผลิตเครื่องนุ่งห่มในไทย สาเหตุมาจากการขาดแรงงาน โดยทั้งระบบสิ่งทอมีแรงงานอยู่แล้ว 7 แสนคน และยังต้องการเพิ่มอีก 1 แสนคน ซึ่งในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มยังขาดแรงงานอีก 4.5 หมื่นคน
นอกจากนี้ ปัญหาค่าแรงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงในต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้นถึง 3% ส่งผลให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ ขณะที่เช่น กัมพูชา เวียดนาม และบังคลาเทศ ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่าไทยเป็น 1.3% 50% และ 50% ตามลำดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยมีทั้งสิ้น 1,600 ราย แต่ที่มีศักยภาพสามารถย้ายฐานการผลิตได้ไม่เกิน 15 รายเท่านั้น นอกจากนี้ ส่วนแบ่งทางการตลาดการส่งออกเครื่องนุ่งห่มปี 2553 เพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นมูลค่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าการส่งออกทั้งระบบ 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลืออีก 4,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ เป็นมูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งตลาดส่งออกหลักของไทย คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน ที่มีส่วนแบ่งการส่งออกเป็น 38% 30% 6% และ 7% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการซื้อขายเครื่องนุ่งห่มในประเทศมีประมาณ 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องมีการป้องกันความเสี่ยงจากการเพิ่มราคาของวัตถุดิบ เช่น ฝ้าย ที่ราคาเพิ่มขึ้นถึง 70% จากปัญหาอุทกภัยและการเก็งกำไรของผู้ค้า
นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม คลัง และพาณิชย์ เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ส่งเสริมให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ด้วยการยกเว้นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% ที่ทำเงินกำไรจากบริษัทลูกในต่างประเทศ โดยให้เสียเฉพาะภาษีนิติบุคคล เพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทำอุตสาหกรรมทุกอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมยั่งยืน ภายใต้โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เนื่องจากสิ่งที่อุตสาหกรรมขาดแคลนก็คือ ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถทำได้ 2 ที่คือ ประเทศของผู้ซื้อและประเทศของผู้ขาย แต่อยากให้มาทำที่ประเทศผู้ขายมากกว่า โดยจัดตั้งศูนย์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (จีพีดีซี) เพื่อต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม มีห้องแลบเพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และสื่อการเรียนการสอนให้ผู้ซื้อและผู้ผลิตออกแบบผลิตภัณฑ์ และให้ผู้ผลิตมีความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ ศูนย์ฯที่จะจัดตั้งนี้ใช้งบประมาณของรัฐประมาณ 85 ล้านบาท โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพเสนอให้สถานที่ของมหาวิทยาลัย และเชื่อว่าถ้าผู้ผลิตและผู้ซื้อมาที่จีพีดีซี ต้นทุนการออกแบบของผู้ซื้อจะลดลงถึง 7080% ซึ่งคาดว่าภายใน 12 เดือนน่าจะนำเสนอโครงการต่อกระทรวงอุตสาหกรรมได้







