
บิ๊กตู่จนมุม เสี่ยงกู้เงินทะลุเพดาน ปั๊มศก.พ้นโคม่าโอมิครอน
รัฐบาลบิ๊กตู่ เสี่ยงเข้าตาจน เพดานก่อหนี้ต่อจีดีพี 70% ไม่พอให้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน สู้โควิดโอมิครอน
เป็นไปตามคาดหมายว่า หลังฉลองปีใหม่ 2565 การระบาดของโควิด-19 โอมิครอน จะรวดเร็วเป็นไฟลามทุ่งไปทั่วประเทศจนคุมไม่อยู่ ยอดติดเชื้อทะลุ 1,500 คนไปแล้ว
ยังไม่ทันเปิดทำงานปีใหม่ 2565 ก็มีการรายงานว่า จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ที่มีคนไปจำนวนมาก มีการติดเชื้อโควิดโอมิครอนสูงเป็นเงาตามตัว
ตัวอย่างเช่น จังหวัดชลบุรี แซง กทม. เป็นที่ 1 ที่มีผู้ป่วยติดโควิด ที่สำคัญเมื่องพัทยาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดชลบุรี พบมีผู้ติดเชื่อโอมิครอน พุ่งสูงทะลุ 81% ของผู้ติดเชื้อโควิด-19
ทางภาคอีสานในจังหวัดอุบลราชธานีก็มีการติดเชื้อโควิดไม่น้อยหน้าชลบุรี ส่วนทางภาคเหนือก็ไม่น้อยหน้าภาคกลางและอีสาน เริ่มมีการกระจายเชื้อโอมิครอน จากเชียงใหม่ไป จังหวัดลำปาง และลำดับโดยรอบๆๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเมินกันว่าหลังปีใหม่การติดเชื้อโควิดโอมิครอนจะแพร่ลามไปทั่วไทย
รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หรือ รัฐบาลบิ๊กตู่ จะเอาโอมิครอนอยู่หรือไม่อยู่ ยังต้องให้เวลาอีกนิด แต่ที่แน่ๆ ยิ่งกว่าแน่ บิ๊กตู่ประกาศทำงานที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโอมิครอนไปที่เรียบร้อย
ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์นี้ก็จะประชุมทางออนไลน์ให้รัฐมนตรีประชุมจากบ้านเช่นกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลก็ขอความร่วมมือภาคเอกชนให้ทำงานที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโอมิครอน หลังจากปล่อยยาวให้เที่ยวได้ทั่วไทยและดื่มสุราได้ข้ามคืนฉลองปีใหม่กันเป็นที่อิ่มอกอิ่มใจกันแล้ว
ในส่วนของหน่วยงานราชการไม่ต้องพูดถึง มีการสั่งทำงานที่บ้านตั้งแต่ท้ายปีที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเป็นการตัดไฟโอมิครอนตั้งแต่ต้นลม
การปล่อยให้เที่ยวทั่วไทย และขอความร่วมมือให้อยู่บ้าน 14 วัน ถือว่ารัฐบาลบิ๊กตู่ลองสูตรการสร้างสมดุลให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ และการคุมเชื้อโควิดยังเอาอยู่ ถึงแม้ว่าหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝั่งหมอเชื้อว่าเอาไม่อยู่เหมือนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปที่ต้องกลับมาล็อกดาวน์ประเทศกันอีกครั้ง
เมื่อโควิดโอมิครอนระบาดรอบใหม่ การสั่งให้ทำงานที่บ้านเป็นเวลาครึ่งเดือน ก็เป็นกึ่งล็อกดาวน์ดีๆ นั้นเอง ย่อมส่งผลกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจแน่นอน และต้องมีคนที่ได้รับความเดือนร้อนจากมาตรการนี้
ภาวะเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่หนีไม่พ้นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากพิษโอมิครอน
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้รัฐบาลมีเงินเหลือน้อยที่จะต่อสู้กับโควิดโอมิครอนแล้ว
ปี 2563 รัฐบาลบิ๊กตู่ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งมีการใช้เงินไปหมดแล้ว
ปี 2564 รัฐบาลบิ๊กตู่ออก พ.ร.ก. กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อเยียวและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งมีการใช้เงินไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลืออีกครึ่งหนึ่งคาดว่าใช้เยียวยาได้อีกไม่กี่โครงการเงินกู้ก่อนนี้ก็จะหมดลงในไม่ช้า
ก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา มีการรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลบิ๊กตู่ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ รวม 1.5 แสนล้านบาท เป็นมาตรการแจกเงินเยียวยาในโครงการต่างๆ นานา ถึง 8 แสนล้านบาท คาดว่าสุดท้ายจะแตะ 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการใช้เพื่อการสาธารณสุข และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ตอนนี้ ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ คิดหนัก ว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินมาสู้โอมิครอน ครั้งนี้จะกู้เงินเท่าไรดีเพื่อเอาโอมิครอนให้อยู่หมัด และฟื้นเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ตามเป้าหมาย
ที่ผ่านมา รัฐบาลบิ๊กตู่มีการแก้ไขเพดานก่อหนี้ประเทศต่อจีดีพี จากไม่เกิน 60% เป็นไม่เกิน 70% ของจีดีพี ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีช่องที่จะกู้เงินได้อีกกว่า 1 ล้านล้านบาท ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ
ดังนั้นต้องลุ้นว่า บิ๊กตู่ออก พ.ร.ก.กู้เงินสู้โอมิครอนแบบชนิดโดนรุมสวดครั้งเดียว 1 ล้านล้านบาท ไปเลย หรือว่า จะทยอยกู้ที่แรก 5 แสนบาท ไปก่อนเป็นการวัดดวง เพื่อพอจะได้โดนสวดน้อยหน่อย แต่หากไม่พอต้องออก พ.ร.ก.กู้อีก 5 แสนล้านบาท ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลบิ๊กตู้โดนสวดสองรอบว่าเป็นรัฐบาลที่ดีแต่กู้
ก่อนหน้ามีการระบาดของโควิดโอมิครอน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนปัจจุบัน เสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 1 ล้านล้านบาท รวมกับการกู้ 2 รอบแรก 1.5 ล้านล้านบาท เป็น 2.5 ล้านล้าน เพื่อถมหลุมรายได้ของประชาชนและธุรกิจที่เจอพิษโควิดถูกสูบหายไป 2.6 ล้านล้านบาท
แต่สถานการณ์การระบาดของโอมิครอนที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว น่าจะทำให้หลุมรายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจน่าจะใหญ่และลึกมากกว่า 2.6 ล้านล้านบาท ดังนั้นช่องว่างกู้เงินของรัฐบาลที่เหลืออีก 1 ล้านล้านบาท จะเพียงพอเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่
กระทรวงการคลัง รายงานหนี้สาธารณะของประเทศไทย สิ้นเดือน พ.ย. 2564 อยู่ที่ 9.62 ล้านล้านบาท หรือ 59.58% ของจีดีพี โดยคิดจากมูลค่าจีดีพีที่ 16 ล้านล้านบาท หากดีดลูกคิดแบบกลมๆ 70% ของจีดีพี อยู่ที่ 11.2 ล้านล้านบาท เมื่อไปหักกับหนี้ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ประเทศไทยก่อหนี้ได้อีก 1.58 ล้านล้านบาท
จากตัวเลขปัญหาเกิดขึ้นได้ทันที เพราะปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลมีภาระต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลอีกประมาณ 7 แสนล้านบาท กู้ตามพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่ได้กู้ อีก 2.5 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินตามนี้เกือบ 1 ล้านล้านบาทแล้ว
ดังนั้น รัฐบาลจะมีช่องกู้เงินอีก 5-6 แสนล้านบาทเท่านั้น ก็เสียงทะลุเพดาน 70% ที่มีการปรับใหม่ได้ไม่นาน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้การกู้เงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจรอบใหม่น่าเป็นห่วง มีจำกัดแค่ 5-6 แสนล้านบาทเท่านั้น หากเอาโควิดโอมิครอนอยู่รัฐบาลก็เอาตัวรอดไปได้
แต่หากกู้แค่นี้ไม่พอ เอาโควิดไม่อยู่ กระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากโควิดโอมิครอนไม่ได้ ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่หนีไม่พ้นต้องกู้ทะลุเพดาน 70% อย่างลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งหลังจากนี้ เราได้เห็นรัฐบาลบิ๊กตู่ออก พ.ร.ก.กู้เงินสู้โควิดแน่ๆ รวมถึงอาจเห็นรัฐบาลบิ๊กตู่ขยายเพดานก่อหนี้สาธารณะให้ได้มากกว่า 70% ต่อจีดีพีควบคู่ไปด้วย
เพราะจากสถานการณ์จริงที่เห็นและเป็นอยู่ เพดานหนี้สาธารณะที่ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี เอาโอมิครอน และโควิดพันธุ์ใหม่ที่จะมาต่อจากโอมิครอน ไม่อยู่ หากไม่แก้ขยายเพดานหนี้ การกู้จนทะลุเพดาน ก็ทำให้รัฐบาลผิดกฎหมาย
ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่มีโควิดอัลฟา เดลตา โอมิครอน เหมือนเป็นการต้อนให้รัฐบาลบิ๊กตู่พาประชาชนและประเทศจมกองหนี้มากขึ้นจนน่าเป็นห่วงว่า ภาคการเงินการคลังของประเทศจะแบบเงินกู้หนักอึ้งจนหลังหักล้มคว่ำลงไปวันไหน







