
กลต.เชือดอดีตเอ็มดีPROอินไซด์หุ้น
ก.ล.ต. สร้างผลงานก่อนสิ้นปี เชือดอดีตกรรมการผู้จัดการ PRO อินไซเดอร์หุ้นก่อนร่วมทุน “สินเสถียร เอี่ยมพูลทรัพย์” และสมพิศ ภูผิวเงิน ยอมจ่ายค่าปรับรวมกว่า 8 แสนบาท
ก.ล.ต. สร้างผลงานก่อนสิ้นปี เชือดอดีตกรรมการผู้จัดการ PRO อินไซเดอร์หุ้นก่อนร่วมทุน “สินเสถียร เอี่ยมพูลทรัพย์” และสมพิศ ภูผิวเงิน ยอมจ่ายค่าปรับรวมกว่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบปรับนายสินเสถียร เอี่ยมพูลทรัพย์ และ น.ส.สมพิศ ภูผิวเงิน กรณีซื้อหุ้นบริษัท โปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) หรือ PRO โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่ข้อมูลนั้นจะเปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นจำนวนเงินรวม 833,333.33 บาท
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับเรื่องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า นายสินเสถียร ในขณะดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการบริหารของ PRO ได้ล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมทุนระหว่าง PRO กับ EnviroHub Holding Limited (EHub)
นายเสถียร ได้ร่วมเป็นตัวแทนของ PRO ในการเจรจากับ EHub รวมทั้งประชุมในคณะทำงานศึกษาวิธีการร่วมทุนที่เหมาะสม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อประชาชน และมีสาระสำคัญต่อราคาหุ้น PRO และในระหว่างวันที่ 1131 ม.ค. 2550 ก่อนที่ข้อมูลดังกล่าวจะเปิดเผยต่อสาธารณะ
นายสินเสถียร ได้ซื้อหุ้น PRO ผ่านบัญชีของ น.ส.สมพิศ การกระทำของนายสินเสถียรเข้าข่ายเป็นการซื้อหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในที่เป็นการเอาเปรียบผู้ลงทุนอื่น (อินไซเดอร์เทรดดิง) ฝ่าฝืนมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน
น.ส.สมพิศ ในฐานะผู้สนับสนุน มีความผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยบุคคลทั้งสองยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงได้เปรียบเทียบปรับนายสินเสถียร และ น.ส.สมพิศ เป็นจำนวนเงิน 5 แสนบาท และ 333,333.33 บาท ตามลำดับ
ในอดีต บริษัท โปรเฟสชั่นแนลฯ ประสบปัญหาขาดทุนมานาน แม้ว่าผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่มีความสัมพันธ์ที่ดีทางการเมือง จึงต้องมองหาพันธมิตรต่างประเทศให้เข้ามาร่วมทุน และมาลงตัวที่ EnviroHub Holding Limited ซึ่งเป็นพันธมิตรจากประเทศสิงคโปร์ เข้าถือหุ้น PRO ในสัดส่วน 23% เพื่อเข้ามาช่วยกันขยายธุรกิจใหม่ และแก้ไขปัญหาธุรกิจ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านฐานทุน
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง โดยในปี 2552 ขาดทุนสุทธิมากถึง 380 ล้านบาท ทำให้ราคาหุ้นลดลง และมูลค่าหุ้นทางบัญชี (บุ๊กแวลู) ทรุดลงจาก 1 บาทเศษ เหลือเพียง 33 สตางค์ต่อหุ้น และล่าสุดราคาหุ้นปิดที่ 0.21 บาท
ด้านสำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนของปีนี้ ตรวจสอบการกระทำความผิดในตลาดหลักทรัพย์ พบว่ามีการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์จำนวน 47 บริษัท โดยพบว่ามีอินไซเดอร์เทรดดิงมากที่สุด 14 บริษัท ตามมาด้วยความผิดของการสร้างราคา 13 บริษัท การทุจริต/กระทำผิดของผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน/บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ และการกระทำผิดเกี่ยวกับบัญชีหรือเอกสาร 10 บริษัท
สำหรับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต 9 บริษัท







