
หากขึ้นต่อจะติดที่ 1,025...เกาหลียังคงเป็นความเสี่ยงด้านขาลง
...พงศ์จิตร ศิริพิพัฒน์
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมามีช่วงปรับตัวลงก่อนจะดีดขึ้นในกลางสัปดาห์ โดยความกังวลถึงการปะทะกันระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่ยังไม่เกิดขึ้นช่วยลดความร้อนแรงช่วงสั้น โดยเกาหลีเหนือไม่ได้มีการตอบโต้เกาหลีใต้ตามคำขู่ก่อนหน้านี้ ที่เคยประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง หากเกาหลีใต้มีการซ้อมรบ ส่งผลให้ตลาดคลายกังวลและมีช่วงปรับตัวขึ้น ในขณะที่ข่าวของสถาบันจัดอันดับเครดิตต่างๆ ที่มีแนวโน้มปรับลดอันดับเครดิตของประเทศในยุโรปลง ไม่ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมากนัก
ด้านปัจจัยในประเทศนักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดขายสุทธิต่อเนื่อง ในขณะที่แรงซื้อของนักลงทุนสถาบันเริ่มมีเข้ามาต่อเนื่องในช่วง 12 วันที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากแรงซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
ทิศทางในสัปดาห์นี้ คาดว่าตลาดยังคงเป็นการแกว่งตัวออกด้านข้าง แต่มีความเสี่ยงขาลง หากเกิดการปะทะกันระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยเกาหลีใต้ประกาศว่าจะทำการซ้อมรบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งในวันนี้ ซึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ส่งผลให้ตลาดยังมีความเสี่ยงด้านขาลงหากเกิดการปะทะกัน ในขณะที่ทางเทคนิคตลาดมีแนวต้านหลักอยู่ที่บริเวณ 1,025 จุด คาดว่าการปรับตัวขึ้นทดสอบครั้งแรกจะมีช่วงชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตามแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันคาดว่าจะยังช่วยค้ำตลาดไว้ได้ในระดับหนึ่ง หลังจากที่เห็นยอดซื้อสุทธิต่อเนื่องในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเป็นการซื้อเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีของกองทุนลดหย่อนภาษี ส่งผลให้ภาพตลาดโดยรวมยังเป็นการแกว่งตัวผันผวนออกด้านข้าง
สำหรับภาพการลงทุนกรอบใหญ่ คาดว่าแนวโน้มเงินไหลเข้าในภูมิภาคเอเชียจะเริ่มชะลอลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจในสหรัฐที่แย่ และมีเงินบางส่วนหนีร้อนเข้ามาในภูมิภาคเอเชียแทน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในช่วงต่อจากนี้เริ่มกลับกัน คือ ภาพโดยรวมเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น การจ้างงานดีขึ้น ยอดการขอรับสวัสดิการรายสัปดาห์สหรัฐลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่เคยกังวลกันว่าจะกลายเป็นเงินฝืดเริ่มมีการปรับตัวขึ้น โดยเงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ส่วนตัวเลขสำรวจกิจการทางธุรกิจออกมาดี ทางด้านภาครัฐเฟดยังคงยืนยันที่จะทำ QE2 มูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อไป ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้มีเม็ดเงินบางส่วนโยกเงินกลับสู่ทางฝั่งสหรัฐ
ทางด้านฝั่งยุโรปในภาพใหญ่ยังคงมีความเสี่ยงจากการที่สถาบันจัดอันดับเครดิตจะเริ่มทยอยปรับลดอันดับเครดิตลง โดยตอนนี้ตลาดกำลังจับตามองที่ประเทศฝรั่งเศสและเบลเยียม ซึ่งหากมีการปรับลดอันดับเครดิตของฝรั่งเศสลงอาจจะส่งผลลบต่อปัจจัยจิตวิทยาได้ เนื่องจากฝรั่งเศสมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ คาดว่าจะทยอยถูกลดอันดับเครดิตลง ซึ่งการลดอันดับเครดิตลงหมายถึงผลกระทบต่อเนื่องต่อตลาดตราสารหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในฝั่งยุโรปลดลง แต่ตลาดรับรู้ข่าวการปรับลดอันดับเครดิตไประดับหนึ่งแล้ว ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นการปรับแนวโน้มที่เป็นเชิงลบเพื่อเตรียมปรับลดลงจริงในช่วงถัดไป โดยหากไม่ได้มีการลดอันดับเครดิตของประเทศใหญ่ขนาดใหญ่ทันทีในช่วงนี้คาดว่าจะส่งผลต่อตลาดโดยรวมไม่มากนัก
ทางด้านจีน เชื่อว่าทางการจีนจะพยายามใช้มาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยคาดว่าจีนยังคงใช้นโยบายการเพิ่มสัดส่วนสำรองของธนาคาร หรือ RRR เพื่อควบคุมค่าเงินเฟ้อแทน หรืออาจจะใช้มาตรการอื่น ซึ่งหากจีนยังไม่ได้มีการขึ้นดอกเบี้ย คาดว่าจะยังไม่ส่งผลให้ตลาดตกใจมากนัก
ด้านการจัดสรรเม็ดเงินลงทุน คาดว่าตลาดตราสารหนี้จะยังคงถูกลดน้ำหนักลงตลอดช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังเป็นขาขึ้น เพื่อให้ดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ 33.5% หลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วและมีความเสี่ยงของเงินเฟ้อ ทำให้เราคาดว่าจะมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่ตลาดเงินและตลาดทุน อย่างไรก็ตามลำพังเพียงตลาดเงิน คาดว่าจะยังไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อที่จะสูงในปีหน้าที่ 34% ได้ ทำให้ตลาดหุ้นอาจได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากเม็ดเงินที่ยังไม่มีที่ไป
แนวทางการลงทุน คาดว่าตลาดยังมีช่วงผันผวนขึ้นและลงแรง การซื้อหุ้นไม่ต้องไล่ราคา ในขณะที่การปรับตัวลงมีโอกาสเกิดขึ้นได้หากมีความเสี่ยงเรื่องเกาหลี ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลบวกให้ตลาดปรับตัวขึ้น คาดว่าจะมาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันจากกองทุน LTF/RMF ทำให้โดยรวมหากไม่มีปัจจัยรบกวน คาดว่าจะแกว่งขึ้น แต่ชะลอตัวที่ 1,025 จุด







