
เอกชนฝันรัฐใส่ใจท่องเที่ยว เชื่อปั้นต่างชาติเข้าไทยปีเถาะ 17.3 ล้านคน
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยในปีหน้า หลังหมอกควันทางการเมืองเริ่มบางเบา โดย ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธาน สทท. กล่าวว่า สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.มิ.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตลอดทั้งปี วัดได้จากการเดินทางระหว่างเดือน ม.ค.พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตถึง 11% และคาดว่าตลอดปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 15.75 ล้านคน สร้างรายได้ 5.6 แสนล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวคนไทยเดินทาง 90.7 ล้านคน รายได้ 3.9 แสนล้านบาท
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าไทยในปี 2553 ไว้ที่ 15.5 ล้านคน มีรายได้ 5.8 แสนล้านคน
ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับสมาชิก สทท. ในแต่ละภูมิภาค ส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าในปี 2554 การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเติบโต 810% หรือราว 1717.3 ล้านคน มีรายได้ 6 แสนล้านบาท ซึ่งการเติบโตในครั้งนี้ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อเทียบกับปี 2553 เนื่องจากฐานการเติบโตในปี 2551 และปี 2552 ค่อนข้างต่ำ ขณะที่นักท่องเที่ยวคนไทย คาดว่าในปีนี้จะเติบโตเฉลี่ย 7% สร้างรายได้หมุนเวียน 4.1 แสนล้านบาท
ส่วน ททท.คาดว่าในปี 2554 จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 16.5 ล้านคน มีรายได้ 6.2 แสนล้านบาท ขณะที่มีนักท่องเที่ยวในประเทศเดินทางท่องเที่ยว 91 ล้านคน/ครั้ง รายได้ 4.2 แสนล้านบาท
“
ต่างชาติยังเห็นว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่มีความน่าท่องเที่ยว หลายแหล่งท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ยังติดอันดับการโหวตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต้องการเดินทางสูงสุด” ปิยะมาน กล่าวอย่างไรก็ตาม สทท.ได้ร่วมมือกับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสแรก ปี 2554 พบว่าความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีดัชนีเท่ากับ 107 จากค่าปกติ 100 เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีทิศทางที่ดีขึ้น
ปิยะมาน กล่าวว่า ปัจจัยบวกที่ทำให้การท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดี คือ สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยการเพิ่มวันหยุดยาวช่วงเดือน พ.ค.ปีหน้า โดยสิ่งที่เอกชนต้องการเห็นคือ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต้องยกเครื่องการบริหารจัดการ การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ว่าการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมหาศาล แต่งบประมาณที่นำมากระตุ้นการท่องเที่ยวมีเพียง 0.5% ของรายได้ทางการท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งมองว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเกินไป โดยงบการตลาดที่ภาคท่องเที่ยวควรได้รับน่าจะอยู่ประมาณ 2% ของรายได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ เอกชนมีความกังวลเรื่องการนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวแบบซ้ำๆ ที่อาจทำให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยด้อยกว่าสิงคโปร์ ซึ่งนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ตลอดระยะ 23 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง สทท.ต้องการให้ภาครัฐผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาพำนักระยะยาว (ลองสเตย์) ในประเทศไทย
“
รัฐควรสร้างบรรยากาศการลงทุนธุรกิจการท่องเที่ยวใหม่ๆ ด้านสุขภาพ สวนสนุก ฯลฯ รวมถึงการจัดระบบการจัดเก็บข้อมูลให้ได้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ทางการตลาดท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นอกจากนี้ สทท.เตรียมนำเสนอคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ในการจัดทำมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ให้มีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงผลักดันให้การจัดทำแผนดังกล่าวถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวปี 25552559 ซึ่งควรยกเครื่องให้แผนนี้เป็นวาระท่องเที่ยวแห่งชาติด้วย
สุดท้าย ปิยะมาน บอกว่า ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้อง
“ยกเครื่อง” การทำงานให้ทันต่อการแข่งขันในระดับโลก และให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเติบโตแบบยั่งยืนอย่างจริงจัง“
เราวิงวอนให้ภาครัฐยกเครื่องตัวเองเสียที เพราะเอกชนทำมาทุกอย่างแล้ว”






