
ไตรรงค์คาดจีดีพี54โต4-5%
ไตรรงค์ คาดปีหน้าจีพีโต 4-5% แต่มีปัจจัยเลี่ยงต้องติดตาม โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน แนะเอกชนปรับตัวเปลี่ยนเครื่องจักร รวมกลุ่มคลัสเตอร์ และหาตลาดใหม่
ไตรรงค์ คาดปีหน้าจีพีโต 4-5% แต่มีปัจจัยเลี่ยงต้องติดตาม โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน แนะเอกชนปรับตัวเปลี่ยนเครื่องจักร รวมกลุ่มคลัสเตอร์ และหาตลาดใหม่
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "การปรับตัวของนักธุรกิจไทยปี 2554 ... ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก" ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า เศรษฐกิจในปี 2554 ของไทยคาดว่าจะเจริญเติบโตได้ที่ระดับ 4-5% % แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะภาวะค่าเงินบาทที่คาดว่าจะยังคงผันผวนและแข็งค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากคาดว่าสหรัฐฯยังคงมีมาตรการที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าอยู่ และกังวลว่าสหรัฐจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 3 หรือ คิวอี 3 อีก ซึ่งจะยิ่งส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมาก
ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่น ภาวะภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำท่วม ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก และอาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็จะช่วยฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้ฟื้นกลับมาได้
รวมทั้งการประชุมกลุ่มประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) รอบโดฮา ในประเด็นการอุดหนุนสินค้าเกษตรของรัฐบาล การปกป้องสินค้าเกษตรด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ภาษี หากสามารถมีข้อยุติได้ภายในปีหน้า ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกัน
"เศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือนแซนด์วิช กลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน ก็เริ่มที่จะแข่งขันไม่ได้ เพราะต้นทุนค่าแรงของไทยสูงขึ้น ส่วนกลุ่มที่เน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไทยก็ไม่สามารถพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีใช้เองได้ ซึ่งหากปล่อยปัญหานี้ไว้นานจะกลายเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจในระยะยาว"นายไตรรงค์ กล่าว
ดังนั้น ภาคธุรกิจจะต้องเร่งปรับตัวในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพิ่มผลผลิตช่วงที่เงินบาทแข็งค่า รวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพื่อลดต้นทุน และสำคัญจะต้องส่งเสริมไปลงทุนต่างประเทศ และจะต้องเน้นเจาะตลาดอาเซียน จีน เกาหลีใต้ ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู)
นายไตรรงค์ กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมหนักโดยเฉพาะปิโตรเคมีและโรงถลุงเหล็กคงจะเกิดขึ้นในเมืองไทยได้ยาก เพราะหาที่ตั้งไม่ได้ ประชาชนไม่ยอมรับ ดังนั้นรัฐบาลจึงสนับสนุนที่จะไปลงทุนต่างประเทศที่ใกล้บ้านที่สุดคือทวาย ของพม่า เนื่องจากมีพื้นที่มาก แต่ไทยควรจะต้องมีท่าเรือน้ำลึกเพิ่มไว้ในภาคใต้ หากกรณีฉุกเฉินจะได้ไม่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทย
"อุตสาหกรรมหนักที่เป็นกิจการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพคงยากที่จะอยู่ในไทย แต่ส่วนตัวถ้าเรายืมจมูกคนอื่นหายใจมากไปเราก็เสียงจึงมองว่าเราน่าจะมีท่าเรือน้ำลึกเป็นของตนเองมากกว่าแต่อุตสาหกรรมก็เลือกที่ไม่มีปัญหา"นายไตรรงค์ กล่าว
สศช.คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตกว่า 8%
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 53 จะเติบโตได้มากกว่า 8% หากการส่งออกในช่วงเดือนธ.ค.ปีนี้ ยังเติบโตได้ระดับสูงที่ 28-29% ขณะที่ประมาณการณ์เดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเติบโต7.9%
ขณะที่ไตรมาส 4/53 คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลงจากไตรมาส 3/53 ไม่เกิน 0.2% แต่หากเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน ยังเติบโตเป็นบวกได้แม้ว่าจะไม่สูงมากนัก ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 54 คาดว่าจะเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม 3.5-4.5% หากจะเน้นการเพิ่มโอกาสการเติบโตในภาคบริการและการท่องเที่ยว และต้องส่งเสริมธุรกิจใหม่ ๆ ที่เน้นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์
ขณะเดียวกัน ต้องใช้โอกาสในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่มอำนาจการต่อรองสินค้า ลดต้นทุนการผลิต รวมถึงความร่วมมือกับอนุภูมิภาค เช่น โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือที่ทวายในประเทศพม่า ซึ่งจะเชื่อมโยงการขนส่งจากพม่ามายังไทย เป็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงได้







