
ปีหน้าเกษตรเปิดนำเข้าเมล็ดกาแฟตามสิทธิอาฟตา
โพสต์ทูเดย์
— กระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบนำเข้าเมล็ดกาแฟ ปี 2554 เพื่อนำมาใช้ในประเทศนายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพืชสวน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบการพิจารณามาตรการนำเข้าเมล็ดกาแฟเพื่อใช้ในประเทศ ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ปี 2554 โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจแปรรูปกาแฟ และเป็นนิติบุคคลเป็นผู้นำเข้า ภายใต้เงื่อนไขและการกำกับดูแล
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการพืชสวนกำหนดให้การนำเข้าเมล็ดกาแฟดังกล่าว เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเท่านั้น ห้ามจำหน่ายหรือแจกจ่ายเป็นวัตถุดิบในประเทศ โดยให้นำเข้าในช่วงเวลาระหว่างเดือน พ.ค.ส.ค. 2554 ซึ่งผู้มีสิทธินำเข้าเมล็ดกาแฟจะต้องรับซื้อผลผลิตกาแฟในประเทศในส่วนของฤดูกาลถัดไปเป็นปริมาณสองเท่าจากปริมาณที่นำเข้าจริงตามราคาตลาดโลก หรือหากราคาตลาดโลกตกให้รับซื้อในราคาต้นทุนการผลิตบวก 20% หรืออย่างน้อย 55 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับคุณสมบัติของผู้นำเข้าจะต้องมีประวัติการรับซื้อภายในประเทศย้อนหลัง 12 ปี และมีใบอนุญาตผลิตอาหารด้วย พร้อมทั้งต้องรายงานการนำเข้า การใช้และสต๊อกคงเหลือภายใน 1 เดือน ซึ่งมีบทลงโทษหากไม่ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว ต้องผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่มี รมว.เกษตรฯ เป็นประธานก่อน ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดเขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจกาแฟ ตามแผนยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 52 56 เพื่อกำหนดเขตการใช้ที่ดินที่เหมาะสมทั้งทางด้านกายภาพเศรษฐกิจและสังคมสำหรับการปลูกกาแฟ โดยแบ่งเขตการใช้ที่ดินตามความเหมาะสมของที่ดินและตามศักยภาพของพื้นที่เป็น 4 เขต ได้แก่ เขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจกาแฟที่มีความเหมาะสม เนื้อที่รวม 8.3 หมื่นไร่ เขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจกาแฟที่มีความเหมาะสมแต่ต้องมีมาตรการเสริมด้านการจัดการพื้นที่ เนื้อที่รวม 1.5 พันไร่ เขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจกาแฟที่มีความเหมาะสมปานกลาง นื้อที่ 949 ไร่ และเขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจกาแฟที่มีความเหมาะสมปานกลาง
แต่ต้องมีมาตรการเสริมด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม เนื้อที่รวม 6.3 หมื่นไร่
สำหรับสถานการณ์การตลาดของเมล็ดกาแฟในประเทศไทย มีการส่งออกเมล็ดกาแฟตั้งแต่เดือน ม.ค.ต.ค. 2553 รวมทั้งสิ้น 36,871 ตัน มูลค่า 3,768 ล้านบาท แบ่งเป็น เมล็ดกาแฟดิบ 253 ตัน มูลค่า 33.2 ล้านบาท เมล็ดกาแฟคั่ว 174 ตัน มูลค่า 29 ล้านบาท กาแฟสำเร็จรูป 6,313 ตัน มูลค่า 888 ล้านบาท และกาแฟสำเร็จรูปอื่นๆ หรือกาแฟที่ผสมทันที 30,130 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,817 ล้านบาท







