
คอนโดเสี่ยงล้นตลาด ไม่ปรับตัวมีสิทธิตกขบวน
ในช่วงที่ผ่านมาตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม มักกลายเป็นจำเลยว่าทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาฯ อยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับเมื่อปี 2540 นั้นยังถือว่าห่างไกล เพราะยังไม่มีตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลจำนวนมาก ซึ่งจากความต้องการอยู่อาศัยในเมืองมากขึ้น ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นทำให้คอนโดได้รับความนิยมมากขึ้น
นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดคอนโดมิเนียมยังไม่ล้นตลาด แต่มีหลายทำเลที่เริ่มเสี่ยงกับภาวะสินค้าเกินความต้องการของผู้ซื้อ หรือโอเวอร์ซัพพลายบ้างแล้ว โดยเฉพาะบริเวณอ่อนนุชถึงบางนา รัชดาภิเษก พหลโยธิน อารีย์ เนื่องจากมีจำนวนยูนิตใหม่เกิดขึ้นมากในระดับราคา 23 ล้านบาทต่อยูนิต
โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนยูนิตใหม่ของคอนโดออกมาสู่ตลาดถึง 1.5 แสนยูนิตแล้ว
จากสภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการในตลาดที่พัฒนาโครงการคอนโดจะต้องปรับตัว ด้วยการต้องศึกษาสภาพตลาดให้ดี พัฒนาโครงการให้สอดรับกับตลาด และต้องศึกษาเจาะลึกลงไปในทำเลใหม่ที่มีดีมานด์ หรือเป็นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ
ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กจะอยู่ในตลาดได้ยากขึ้น เนื่องจากไม่มีสถาบันการเงินใดให้สินเชื่อการซื้อที่ดิน ทำให้รายเล็กต้องไปอยู่ในซอยและเป็นที่ดินแปลงเล็กใช้เงินไม่มากนัก แต่ต้องพัฒนาโครงการให้ดีเทียบเท่าโครงการจากบริษัทรายใหญ่จึงจะอยู่รอดได้
ด้าน นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ระบุว่า จากผลการสำรวจอาคารชุดใจกลางเมืองในพื้นที่ 11 ทำเล พบว่าภาพรวมยังไม่พบสัญญาณการล้นตลาดอย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความกังวล
สำหรับทั้ง 11 ทำเล ประกอบด้วย 1.สีลม
–สาทร 2.ยานนาวาสาธุประดิษฐ์ 3.พระราม 3 ริมแม่น้ำ 4.สุขุมวิทตอนต้น (ซ.169) 5.สุขุมวิทตอนปลาย(ซ.71103) 6.พหลโยธินพญาไท7.รัชดาฯลาดพร้าว 8.ฝั่งธนบุรีตากสิน 9.ปิ่นเกล้าพระราม 8 10.รามคำแหง 11.แจ้งวัฒนะรามอินทรา รวม 103 โครงการ 40,027 ยูนิต เฉลี่ยโครงการละ 400 ยูนิต โดยเป็นโครงการที่พร้อมอยู่มีอายุ 830 เดือนนอกจากนี้ยังพบว่าจาก 40,027 ยูนิต มีการเข้าอยู่ 31,584 ยูนิต หรือ 79% ยังไม่เข้าอยู่ 8,443 ยูนิต หรือ 21% ซึ่งอัตราว่างที่พบน่าจะมาจากผู้ซื้อยังไม่พร้อมที่จะเข้าอยู่ เช่น ตกแต่งยังไม่เสร็จ เป็นต้น โดยในจำนวนที่เข้าอยู่ 31,584 ยูนิต ซื้ออยู่จริง 22,914 ยูนิต หรือ 73% เช่าอยู่ 8,670 ยูนิต หรือ 27%
สำหรับห้องชุดระดับราคา 13 ล้านบาท จะมีคนอยู่อาศัยมากสุด เพราะซื้ออยู่จริง 76% ส่วนระดับราคา 510ล้านบาท อัตราว่าง 26% ราคา 1020 ล้านบาท อัตราว่าง 38% ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป อัตราว่าง 53%
ขณะเดียวกันยังพบว่าทำเลที่ไม่มีรถไฟฟ้าพาดผ่าน ราคาขายต่อตารางเมตรจะต่ำ เช่น พระราม 8 พระราม 3 ยานนาวา
ในปีหน้า สำหรับผู้ประกอบการที่มุ่งพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมต้องทำการบ้านหนัก เพราะทุกวันนี้ตลาดคอนโดมิเนียมแข่งขันกันที่ทำเลในเมือง รวมไปถึงตลาดระดับกลางล่างที่เจาะกลุ่มไปที่ชุมชน
ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการหลายรายได้ปรับตัวมาแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้นหากรายใดไม่ปรับตัว ต้องเห็นการตกขบวนแน่นอน







