
ทริสเพิ่มมุมมองBGHเป็นบวก
ทริสเพิ่มมุมมองBGHเป็นบวก คงอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ “A”
ทริสเพิ่มมุมมองBGHเป็นบวก คงอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ “A”
บริษัททริสเรท ติ้ง ประกาศเพิ่มมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตขององค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็นบวกจาก คงที่แต่คงอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ “A”
ทั้งนี้ การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตดังกล่าวสืบเนื่องจากการประกาศ และรับโอนกิจการของ บริษัท เฮลท์เน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มโรงพยาบาลพญาไทและกลุ่มโรงพยาบาลเปาโล โดยรูปแบบการซื้อกิจการจะใช้วิธีการแลกหุ้น ส่วน แนวโน้ม “บวก” สะท้อนการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของบริษัทที่ปรับตัวดีขึ้น ตลอดจนฐานลูกค้าที่กระจายตัวมากขึ้น และการประหยัดต้นทุนซึ่งเกิดจากการซื้อ และรับโอนกิจการของบริษัทเฮลท์ เน็ตเวิร์ค และจากการ พิจารณาประวัติการควบรวมกิจการในอดีตที่ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าบริษัทจะดำเนินการซื้อ กิจการในครั้งนี้ได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายทุนสูงกว่าคาด
นอกนี้ อันดับเครดิตของบริษัทมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น หากสามารถควบคุมการบริหารโรงพยาบาลต่างๆ ภายใต้สังกัดได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จในการนำโรงพยาบาลภายใต้บริษัทเฮลต์ เน็ตเวิร์คเข้ามารวมกลุ่ม ในทางตรงกันข้ามฐานะการเงินถดถอยลงหรือระดับหนีสิ้นสูงขึ้นได้เช่นกัน
ทริสเรทติ้ง ระบุว่า การควบรวมกิจการจะใช้เงินทุนจากหลายแหล่ง ได้แก่ เงินสด การออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนชุดใหม่ รวมถึงการโอนหนี้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ย ค้างจ่ายระหว่างบริษัทเฮลท์ เน็ตเวิร์คและบริษัทลูกให้แก่บริษัท ในระยะแรกของการซื้อ กิจการ บริษัทจะซื้อ สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทเฮลท์ เน็ตเวิร์คโดยใช้เงินทุนจากการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนชุดใหม่จำนวน 230.87 ล้านหุ้นที่ราคาหุ้นละ 37.75 บาทและเงินสดอีกจำนวน 680 ล้านบาท รวมถึงการรับโอนหนี้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ย ค้างจ่ายไม่เกิน 430 ล้านบาทภายใต้สัญญาการกู้ยืมระหว่างบริษัทเฮลท์เน็ตเวิร์ค (ในฐานะผู้กู้) กับ บริษัทเปาโลเมดิค(ในฐานะผู้ให้กู้)
หลังการควบรวมคาดว่าสถานะทางธุรกิจของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการจะแข็งแกร่งขึ้นในขณะที่อัตราส่วนทางการเงินในส่วนของหนี้สิ้นและ
การทำกำไรอาจเปลี่ยนแปลงไปจากสถานะในปัจจุบันเล็กน้อยสถานะทางการแข่งขันของกลุ่มก็จะเข้มแข็งยิ่งขึ้นเนื่องจากส่วนแบ่งทางการตลาดซึ่งวัดจากจำนวนเตียงผู้ป่วยจะเพิ่มจาก 9.3% เป็น 14.6% นอกจากนี้ฐานลูกค้าก็จะขยายครอบคลุมกลุ่มคนไข้ระดับกลางถึงระดับบนในหลากหลายทำเลยิ่งขึ้น
สำหรับอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนนั้น คาดว่าจะคงอยู่ในระดับที่รับได้ประมาณ 38%-44% ซึ่งเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจาก
ระดับ 43% ณ สิ้น เดือนกันยายน 2553 ในขณะที่อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อรายได้จากการขายจะคงอยู่ที่ระดับ 22%-23% การประหยัดต้นทุนซึ่งเกิดจากประโยชน์ที่ได้จากการประหยัดจากขนาดหรือการใช้ประโยชน์จาก
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ย จ่ายของโรงพยาบาลทั้งหมดในกลุ่ม
คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 40% จากระดับประมาณ 5,000 ล้านบาทในปี 2552 และการซื้อจะทำให้ฐานลูกค้าขยายไปยังกลุ่มลูกค้าประกันสังคมและลูกค้าภาคราชการด้วย
ด้านราคาหุ้น BGH ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังประกาศเข้าซื้อกิจการของPYTโดยล่าสุดหุ้นขึ้นมาซื้อขายที่46.75บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 7.5 บาทหรือ19.17% จากเมื่อวันที่ 14ธ.ค.ซึ่งซื้อขายที่ 39.25 บาท







