posttoday

'เมดพาร์ค' หนุนบริหารจัดการวัคซีน โควิด-19ต้องรีบ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทันที  

22 เมษายน 2564

เมดพาร์ค แนะตั้ง 'Medical Top Team’ แก้ปัญหาคอขวดคุมระบาดบริหารจัดการ-วัคซีนโควิด-19 ทั้งระบบ ก่อนเศรษฐกิจไทยโคม่า  

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดเผยในฐานะนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนอาเซียนว่า หากรัฐบาลเร่งจัดสรรให้ประชาชนคนไทย เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว/ครอบคลุมได้มากที่สุด จะส่งผลดีในสองปัจจัยหลัก คือ 1.ลดอัตราการติดเชื้อ และ 2.ลดความรุนแรงของโรคโควิด-19 ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะการณ์ปกติได้ หรือ อย่างน้อยสุดทำให้โรคโควิด-19 เป็นไข้หวัดธรรมดา สามารถป้องกันได้ในกลุ่มประชาชนทั่วไป  

"การมีวัคซีนเข้ามา จะช่วยทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลาย อัตราการติดเชื้อลดลง อัตราการใช้ห้องไอซียูและอัตราปอดอักเสบจากการติดเชื้อลดลง ไปจนถึงการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่จะลดลงได้ ผลที่ตามมา คือ สามารถช่วยด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จากการเดินทางข้ามประเทศได้ด้วยเมื่อมี วัคซีน พาสต์ปอร์ท การท่องเที่ยวทั่วโลกก็อาจจะเริ่มฟื้นคืนกลับมา หรือมีการค้าส่งออก ได้มากขึ้น" นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าว  

สำหรับการบริหารจัดการการแพร่ระบาดโควิด-19 ในขณะนี้ เห็นว่าควรเร่งดำเนินการทยอยฉีดวัคซีนให้กับประชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดโรคฯ จากคลัสเตอร์กลุ่มต่างๆ ที่เกิดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ถึงในขณะนี้ ด้วยหากไม่มีการบริหารจัดการ หรือ ควบคุมที่ดี เชื่อว่าการติดเชื้อจะลุกลามถึงในระดับครอบครัว และทั่วประเทศมากขึ้น ด้วยพบว่าผู้ติดเชื้อกลุ่มแรก ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มหนุ่มสาว อายุ 30-40 ปี

ขณะที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเข้ามาดูแลด้านการบริหารจัดการ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเวลานี้ เนื่องจากปัจจุบันมีการเกิดขึ้นของคอขวดทั้ง 4 ด้าน ดังนี้

1.ยา ในการรักษา จากข้อมูลล่าสุด (สัปดาห์ที่ผ่านมา) พบว่ากลุ่มยาที่นำมาใช้รักษาโรคโควิด-19 ในประเทศไทย คาดมีอยู่ราว  4แสนเม็ด โดยผู้ป่วย 1 รายต้องใช้ยาประมาณ 50-100 เม็ด/เคส เป็นต้น

โดยปริมาณยารักษาจำนวนดังกล่าว หากต้องถูกนำมาจัดสรรให้กับผู้ป่วยโควิดที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน อาจส่งผลให้ปริมาณยาที่ใช้ในการักษาปัจจุบันไม่เพียงพอกับสัดส่วนผู้ป่วยในขณะนี้ ที่พบว่ามีผู้ติดเชื้่อหลักพันกว่าคน/วัน ซึ่งล่าสุดทางภาครัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการวางแผนเตรียมการด้านยา เพื่อรับมือล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในเวลานี้ 

"หากมีแนวทางปรับรูปแบบวิธีการให้ยาแก่ผู้ป่วยมาใช้ในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าจะช่วยสกัดกั้นการลุกลามของเชื้อไม่ให้ติดต่อไปยังคนอื่นได้อีกด้วย เพราะถ้าจะใช้หมอ ใช้โรงพยาบาลสนาม ก็ต้องมียาด้วย ไม่ใช่แก้ปัญหาแค่สถานที่ แต่เรื่องเร่งด่วนในขณะนี้ คือ แก้ปัญหาคอขวดการบริหารจัดการคนไข้โควิด ที่จะต้องโฟลว์"  นพ.พงษ์พัฒน์  กล่าว

ด้วยแนวทางปฏิบัติคนไข้โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา หากพบว่าผู้ป่วยมีผลตรวจหาเชื้อโควิดเป็นบวก (Positive) โรงพยาบาลจะต้องเป็นผู้รับคนไข้รายดังกล่าวเพื่อดูแลรักษา และในกรณีที่โรงพยาบาลมีเตียงบริการไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย ภาครัฐได้เข้ามาแก้ปัญหาด้วยจัดให้มีโฮสพิเทล (Hospitel) โรงพยาบาลสนามมารองรับ แต่หากมีจำนวนยาเพื่อการรักษาไม่เพียงพอกับผู้ป่วยแล้ว การมีสถานที่มารองรับผู้ป่วย ก็อาจไม่มีประโยชน์มากนัก

สำหรับปัญหาคอขวดที่ 2 คือ การขาดแคลนแพทย์ ด้วยปัจจุบันประเทศไทย มีสัดส่วนแพทย์ต่อการดูแลรักษาคนไข้อยู่ที่ 4-5 คน/ประชากร1หมื่นคน ซึ่งเป็นอัตราค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมาเลเซีย, สิงคโปร์ และ สหรัฐอเมริกา เฉลี่ยอยู่ที่ 10,20 และ 40 คนต่อประชากร1หมื่นคน ตามลำดับ ซึ่งมากกว่าไทยหลายเท่าตัว ด้วยหากคนไข้หนักเพิ่มขึ้นมากๆ จะดูแลไม่ไหว

ส่วนปัญหาคอขวดด้านที่ 3 คือ ทรัพยากร-อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องช่วยผู้ป่วยหายใจ ห้องคนไข้วิกฤต หรือ ไอซียู (Critical Care) ซึ่งมีความต้องการแพทย์เฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยหนัก ตลอดจนห้องพิเศษความดันลบ เป็นต้น ซึ่งหากมีผู้ป่วยหนักเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ก็อาจจะไม่มีบุคลากรทางการแพทย์ หรือ แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ เข้ามาดูแลคนไข้ได้เพียงพอ

ดังนั้น กระบวนการนี้ จะต้องมีการออกแบบบริหารจัดการทรัพยากร ที่มีประสิทธิภาพรองรับ แบ่งงานอย่างเหมาะสม เช่น โรงเรียนแพทย์  โรงพยาบาลที่มีทรัพยากรมากที่สุด จำนวนแพทย์ที่ให้บริการ จำนวนแพทย์ในห้องผู้ป่วยวิกฤต จำนวนอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ จำนวนเตียงรองรับ เป็นต้น 

โดยเฉพาะด้านทรัพยากรอุปกรณ์ที่ปัจจุบันมีอยู่มากในโรงเรียนแพทย์ต่างๆ เช่น รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ ศิริราช ภูมิพล ราชวิถี ฯลฯ ซึ่งควรประสานเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐและเอกชนร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนไข้ในด้านต่างๆ อาทิ กรณีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็นต้องนอนในห้องไอซียู โรงพยาบาลสามารถจำหน่ายคนไข้ออกมาเพื่อไปรักษาต่อไปยังสถานที่รัฐจัดให้ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์รองรับ

ทั้งนี้ หากไม่มีการวางแผนบริหารจัดการโควิด-19 รอบด้านอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบบริการสาธารณสุข  ตั้งแต่ ยา, อุปกรณ์ทางการแพทย์  ทีมแพทย์  เป็นต้น ด้วยปัจจุบันผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในกรุงเทพเกิน 60% และอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน หรือในโฮสพิเทล เป็นหลัก จากศักยภาพในการรองรับผู้ป่วย เแต่หากเป็นกรณีคนไข้หนัก อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรไม่เพียงพอ ที่ปัจจุบันกระจายอยู่ในโรงเรียนแพทย์ 

นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าวว่าปัญหาคอขวดสุดท้ายที่ 4 คือ ความคุ้มครองวิชาชีพ เช่นเดียวกับที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จัดตั้งกฎหมายลักษณะดังกล่าว ออกมาคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ หรือ ทีมแพทย์ ในการรักษาคนไข้โควิด-19 กรณีที่บางครั้งต้องตัดสินใจเลือกรักษาผู้ป่วยเคสหนักในแต่ละกรณี รวมถึงความรับผิดชอบต่อคนไข้ ที่เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด โดยโรงพยาบาลนั้นๆต้องเป็นผู้รับการดูแลคนไข้เพื่อรักษาทันที ตามกฎหมาย 

โดยเห็นว่าแนวทางแก้ปัญหาคอขวดดังกล่าว จำเป็นจะต้องออกแบบเมดิคัล ท็อป ทีม  'Medical Top Team' หมายถึงการนำคนที่มีบทบาทต่อระบบสาธารณสุข มีความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งมีการตัดสินใจร่วมกันในเรื่องนี้ มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถสื่อสารระหว่างกัน บริหารจัดการเรื่องดังกล่าวได้อย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุม/ยับยั้งการแพร่ระบาดในผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวัน  

"ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายมาหนึ่งฉบับ เพื่อคุ้มครองโรงพยาบาลและหมอ ด้วยโรคดังกล่าวเกิดจากการระบาดในอู่ฮั่น เป็นโรคที่รุนแรงติดง่าย ผลข้างเคียงเยอะ ยารักษาไม่มี เหมือนวัคซีนอยู่ในขั้นทดลอง วิธีการรักษาโควิดในตอนนั้นอยู่ในขั้นทดลอง เช่นกัน เพราะเราไม่มียาโดยตรงรักษา เป็นยาผ่อนคลายบางอย่าง เมื่อคนไข้มาเป็นกลุ่มใหญ่มีจำนวนมาก หมอขาดแคลนไม่เพียงพอกับคนไข้ ก็ต้องมีการตัดสินใจ ซึ่งวิธีการเหล่านี้รัฐควรให้การคุ้มครอง” นพ.พงษ์พัฒน์  กล่าว 

ข่าวล่าสุด

"เซ็นทารา" กำไรปี 68 แกร่ง จับมือ OR รุก Budget Hotel ปั้นโมเดลโตปี 69