
เอสเอ็มอีระส่ำ...ขึ้นค่าแรง สสว.ปลอบ พร้อมเยียวยา
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เมื่อบอร์ดคณะกรรมการค่าจ้าง มีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 เพิ่มในอัตรา 817 บาททั่วประเทศ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2554 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย
ประเด็นดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พยายามออกมาระบุว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี โดย นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกันทั้งประเทศ จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทยให้ลดลง เพราะต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาคแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีประมาณ 45 แสนคน
เมื่อรวมกับความผันผวนของค่าเงินบาทและราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การส่งออกกลุ่มเครื่องนุ่งห่มปีหน้าคาดว่าจะไม่ขยายตัวหรือติดลบ 05% จากปีนี้ที่ขยายตัว 10%
ประเด็นที่ภาคเอกชนมอง คือความไม่เหมาะสมของนายกรัฐมนตรีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้ เหมือนเป็นการใช้นโยบายประชานิยม แต่กลับผลักภาระให้กับภาคเอกชน เพราะไม่สะท้อนกับความเป็นจริงที่มีการปรับขึ้นค่าแรงในต่างจังหวัดสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่ถูกกว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเอกชนไม่ได้ท้วงติงเรื่องการเพิ่มค่าแรง เพราะภายในธุรกิจได้มีการดำเนินการทุกปีอยู่แล้ว แต่อัตราที่ปรับขึ้นควรอยู่ระดับเหมาะสม หากขึ้น 9 บาท หรือเฉลี่ย 5% เป็นตัวเลขที่รับได้ เนื่องจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีทักษะ แต่หากปรับขึ้นก็ต้องดำเนินการทั้งระบบเมื่อรวมค่าทำงานเกินเวลา (โอเวอร์ไทม์) ค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มไปถึง 240 บาท/วัน
ในปีหน้าจะเป็นปีที่ภาคธุรกิจลำบาก เพราะต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน หากเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีคงอยู่ลำบาก หรือถ้าแข่งขันไม่ได้ก็อาจต้องปิดกิจการ
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มอาหารมีค่าแรงที่แฝงอยู่ไว้ในต้นทุนประมาณ 10% ดังนั้นค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถ เพราะเป็นการปรับขึ้นในอัตราไม่เหมาะสม แม้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงงานจะสามารถชดเชยด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้าทำได้ไม่มากนัก ที่ผ่านมากลุ่มอุตสาหกรรมอาหารได้ปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยผลกระทบจากค่าเงินบาทไปแล้ว คงไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้บ่อยครั้ง
ทั้งนี้ ทางออกของผู้ประกอบการที่จะลดต้นทุน อาจหลีกเลี่ยงไปใช้เครื่องจักรมากกว่าแรงงานคนมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่สามารถดำเนินการได้ ในส่วนอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคน ก็ต้องแบกรับภาระในส่วนนี้ เพราะนอกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารยังมีอยู่ การปรับตัวระยะยาวอาจออกไปลงทุนธุรกิจในต่างประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยมากขึ้น
ขณะที่ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กลับมองตรงกันข้ามว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อให้กับกลุ่มคนมีรายได้น้อย
แม้ว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ค่าแรงงานเป็นต้นทุนการผลิตสินค้าเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับต้นทุนแฝงทางด้านอื่นๆ ที่มากกว่านี้
ดังนั้น จึงไม่กังวลว่ากลุ่มเอสเอ็มอีจะปิดโรงงานหรือธุรกิจลง เพราะแบกรับภาระต้นทุนทางด้านแรงงานไม่ได้ เพียงแต่การปรับขึ้นค่าแรงงานครั้งนี้ อาจเป็นระยะเวลาไม่เหมาะสม เนื่องจากภาคธุรกิจไทยกำลังประสบกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้านทั้งปัญหาทางด้านราคาพลังงานสูงขึ้น ความผันผวนของราคาวัตถุดิบจากอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สามารถชดเชยด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่การปรับขึ้นราคาสินค้าจะต้องอยู่ในภาวะที่เหมาะสม ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล
ในส่วนของ สสว.จะเข้าไปส่งเสริมและช่วยเหลือเมื่อเอสเอ็มอีเกิดปัญหา มีแผนรองรับไว้ 3 ด้าน จะเริ่มใช้ในปี 2544 คือ 1.การเพิ่มขีดความสามารถทั้งการลดต้นทุนผลิตสินค้า การผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น 2.การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าให้กับเอสเอ็มอีอย่างยั่งยืน 3.การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศกับความร่วมมือประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และตั้งเป้าที่จะผลักดันจีดีพีของเอสเอ็มอีขยายตัว 3.5% ชะลอจากปีนี้ที่ขยายตัว 6.5% เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบหลายด้าน







