
จัดการกระแสเงินร้อนด้วยการร่วมมือด้านกฎระเบียบ
....รส.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ดูเหมือนประเทศในแถบเอเชีย กำลังประหวั่นวิตกกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งเกินความคาดหมาย ทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการเพื่อดึงสภาพคล่องส่วนเกินออกจากระบบ ป้องกันการพองตัวของฟองสบู่ และผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น
การดำเนินนโยบายการเงินดังกล่าวจะเป็นการ
“กวักมือ” เรียกให้กระแสเงินร้อนทะลักเข้าสู่ตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูง และนั่นหมายถึงค่าเงินที่จะถีบตัวสูงขึ้น บั่นทอนความสามารถในการส่งออกและในการแข่งขันของประเทศดังนั้น สิ่งที่จะตามมาคือมาตรการควบคุมเงินทุน (Capital Control) ที่จะออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางตรง เช่น การขึ้นภาษีสำหรับเงินทุนระยะสั้นและผลตอบแทนจากการลงทุน และทางอ้อม เช่น การเพิ่มทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้ประกอบธุรกรรมที่มีความเสี่ยงมากเกินไปอย่างที่จีนกำลังทำอยู่นี้
อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมเงินทุนก็ใช้ได้เพียงชั่วคราว และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงทางลบ เช่น อาจทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศลดลง กระทบกับกระแสเงินทุนอย่าง FDI (Foreign Direct Investment) ที่จะมาลงทุนในอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาและการเจริญเติบโตในระยะยาว
การประชุมของผู้คุมกฎ
“เงา” ด้านการเงินแห่งเอเชีย (Asian Shadow Financial Regulatory Committee : ASFRC) ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยสถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย (Asian Knowledge Institute) เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว จึงได้มีการถกกันในเรื่องนี้ และได้มีการเรียกร้องให้ผู้ดูแลกฎระเบียบด้านการเงิน “ตัวจริง” ของประเทศต่างๆ ในเอเชียให้จัดการผลกระทบของกระแสเงินร้อนด้วยการร่วมมือด้านกฎระเบียบ (Managing the Impact of Hot Money through Regulatory Coordination)ข้อเสนอแนะของ ASFRC มีดังต่อไปนี้คือ
ประการแรก ผู้ดูแลกฎระเบียบด้านการเงินของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสภาพของตลาดการเงินและของสถาบันการเงินที่จะมีผลกระทบต่อระบบการเงินในภูมิภาค
ตัวอย่างเช่น ผู้คุมกฎควรแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับ
“ตัวตนที่แท้จริง” (Identities) และธุรกิจหลักของนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้สามารถออกกฎระเบียบดูแลได้อย่างตรงประเด็น (เช่น ช่วยกัน “ชี้เป้า” ว่าใครเป็น Hedge Fund ที่จะเข้ามาเก็งกำไรสร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เพื่อจะได้ออกมาตรการจัดการกับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ)ประการที่สอง ผู้คุมกฎด้านการเงินแห่งเอเชียควรมีการจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอเพื่ออภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับเหตุผลของการออกมาตรการหรือการเปลี่ยนนโยบายด้านการเงิน ที่อาจจะมีผลกระทบต่อระบบการเงินในภูมิภาค เพื่อให้ประเทศอื่นทำความเข้าใจและเตรียมรับมือกับผลกระทบดังกล่าว
ประการที่สาม ควรริเริ่มผู้ดูแลกฎทางการเงินของประเทศต่างๆ ในเอเชียเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นด้านกระบวนการตัดสินใจ ตลอดจนกระบวนการด้านกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการด้านกรอบนโยบายในระดับต่างๆ (Multilateral Policy Committee) เพื่อให้ศึกษาและประสานงานด้านนโยบายในการกำกับดูแลตลาดการเงินและสถาบันการเงิน ทั้งนี้อาจรวมไปถึงการออกมาตรการกำกับดูแลด้านการเงินที่จะเป็นมาตรการ
“ร่วม” ของภูมิภาคประการสุดท้าย ASFRC ได้ตอกย้ำถึงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการควบคุมเงินทุนหรือ Capital Control ซึ่งเป็น
“เรื่องง่าย” ของผู้คุมกฎที่จะออกมาตรการระยะสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่ค่อยได้ผลในระยะยาว เป็นเสมือน “ยาแก้ปวด” ที่บรรเทาอาการเท่านั้น ไม่สามารถ “รักษาโรค” ได้อย่างแท้จริง






