
สินเชื่อเอสเอ็มอี พิสูจน์บารมีแบงก์ปี'54
...ดำรงเกียรติ มาลา
ในช่วงปลายปีเช่นนี้ บรรดาธนาคารต่างๆ จะเริ่มมีการทยอยประกาศแผนกลยุทธ์และเป้าหมายในปีหน้าออกมา ซึ่งทำให้พอเห็นได้เลาๆ แล้วว่าทิศทางของธุรกิจธนาคารในปีหน้าจะมุ่งไปในทิศทางใด
โดยเฉพาะการแข่งขันด้านสินเชื่อ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของธุรกิจธนาคาร ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเกือบทุกธนาคารจะโฟกัสไปที่การบุกตลาดสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือสินเชื่อเอสเอ็มอี
แม้ว่าการสนับสนุนเงินทุนให้กับกลุ่มผู้ประกอบเอสเอ็มอีนั้น จะเป็นหน้าที่หลักของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยหรือเอสเอ็มอีแบงก์ ซี่งเป็นสถาบันการเงินของภาครัฐ แต่ปัจจุบันเอสเอ็มอีแบงก์แทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว
เนื่องจากบรรดาธนาคารพาณิชย์ได้หันมาเจาะกลุ่มลูกค้าสินเชื่อประเภทนี้มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้บริการแบงก์เอกชนมากกว่า จากอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าและการบริการที่ดีกว่า
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้บีบบังคับให้เอสเอ็มอีแบงก์ต้องปรับรูปแบบและบทบาทของตน ด้วยการเข้าไปเป็นมือไม้ของรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการชุมนุมเมื่อกลางปีและปัญหาอุทุกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมาร่วมกับธนาคารออมสิน แทนการปล่อยกู้โดยตรงซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลัก
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์หันมาให้ความสนใจปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีมากขึ้น หลักๆ มาจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่มากกว่าการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะมีวงเงินสูงกว่า แต่จำนวนลูกค้ามีไม่มาก เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่สามารถระดมเงินทุนได้เองผ่านการออกหุ้นกู้
นอกจากนี้แม้ว่าในปีหน้ารัฐบาลจะมีโครงการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่(Mega Project) แต่คงจะใช้กลไกการปล่อยสินเชื่อผ่านแบงก์รัฐ อย่างธนาคารกรุงไทยเป็นหลัก สำหรับธนาคารเอกชนอย่างดีคงทำได้เพียงเข้าไปมีส่วนร่วมในการปล่อยกู้เป็นบางส่วนเท่านั้น
ครั้นจะขยับไปหากลุ่มสินเชื่อภาคการเกษตรก็มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ครองตลาดอยู่แล้ว จะหันไปหากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งกำลังเติบโตได้ดีก็ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยแตะเบรกเอาไว้จากมาตราการลดเพดานวงเงินกู้(LTV) ดังนั้นสินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอีจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในห้วงเวลานี้
โดยธนาคารที่ประสบความสำเร็จที่สุดในตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอีขณะนี้คือ กสิกรไทย ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่เกือบ 30% ซึ่งถือเป็นชิ้นเค้กก้อนใหญ่ที่สุดในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารอื่นๆ เองก็ต้องการส่วนแบ่งเค้กที่ใหญ่ขึ้นเช่นกัน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ออกมาประกาศเตรียมขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีหน้าเพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำ ขณะที่ธนาคารกรุงเทพวางกลยุทธ์ผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีออกไปลงทุนยังต่างประเทศ
ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีหน้าธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นเป็น 425,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9% โดยจะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง 5% ธุรกิจขนาดย่อมและรายย่อย 4% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของตลาดที่คาดไว้ที่ 4.26.7% และจะมียอดรายได้รวมที่ 2.75 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18% เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 30% จาก 29% ในปีนี้
“
ในปีหน้ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอียังมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่องจากแรงขับเคลื่อนด้านการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป ก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และภาคการท่องเที่ยว ที่ทำให้ปีนี้เรามีลูกค้าใหม่ถึง 2.2 หมื่นราย” ปกรณ์ ระบุสำหรับกลยุทธ์ปีหน้าธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 10 ตัว ทำให้มีผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีรวมแล้วกว่า 30 ตัว
ปัจจัยที่ต้องระมัดระวังในปีหน้า คือ เรื่องค่าเงินที่คาดว่าจะแข็งค่าต่อเนื่อง โดยคาดว่าเงินบาทในปีหน้าจะแข็งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปัญหาวิกฤตการเงินในสหรัฐและยุโรปที่ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามายังเอเชีย และหากค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารจำนวน 1.4% คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อที่ 5,000 ล้านบาท
ศิริชัย สมบัติศิริ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีหน้าธนาคารตั้งเป้าจะขยายสินเชื่อในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้สัดส่วนของสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นเป็น 13% จากโครงสร้างสินเชื่อทั้งหมดของธนาคาร และภายใน 3 ปี จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้เพิ่มขึ้นเป็น 15% จากปัจจุบันอยู่ที่ 9%
“
ในปีหน้าเราจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 4 ตัว เพื่อตอบสนองลูกค้าในกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมที่ต้องการโปรแกรมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางเราจะเข้าไปเจาะและวางกลยุทธ์แยกตามประเภทอุตสาหกรรม ส่วนจะเป็นอุตสาหกรรมใดบ้างนั้นยังไม่ขอเปิดเผย” ศิริชัย กล่าวขณะที่ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในปีหน้าธนาคารได้วางกลยุทธ์ผลักดันให้กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีออกไปลงทุนในต่างประเทศ ถือเป็นการลดความเสี่ยงในเรื่องค่าเงิน ลูกค้าสามารถใช้สกุลเงินในประเทศนั้นๆ ทำการค้าได้
โดยขณะนี้ธนาคารได้เริ่มขยายเครือข่ายสาขาออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น ปัจจุบันเครือข่ายในต่างประเทศ 24 แห่งทั่วโลก อย่างปีหน้า ธนาคารก็จะเปิดสาขาที่ 4 ในมาเลเซีย
“คุณสมบัติลูกค้าเอสเอ็มอีที่ออกไปตลาดต่างประเทศได้ต้องเก่ง ขณะนี้เงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับลูกค้า แต่ผู้ประกอบการต้องมีความเข้มแข็ง เพราะถึงจุดหนึ่งประเทศไทยจะไม่มีอะไรไปแข่ง ปัจจุบันประชากรของประเทศก็เริ่มมีจำนวนน้อย ค่าจ้างแรงงานแพง ฉะนั้นสิ่งเดียวคือ ผู้ประกอบการต้องมีฝีมือ และต้องเก่ง ไม่เช่นนั้นไทยจะเข้มแข็งไม่ได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย” นายโฆษิต กล่าวเมื่อพิจารณาจากกลยุทธ์ที่แต่ละธนาคารประกาศออกมาแล้ว เชื่อว่าในปีหน้าเค้กที่ยั่วน้ำลายอย่างสินเชื่อเอสเอ็มอีคงจะดึงดูดให้ธนาคารต่างๆ เข้ามาร่วมกันแชร์ส่วนแบ่งอย่างแน่นอน
ส่วนเค้กชิ้นใหญ่จะไปตกอยู่ในมือใคร คงต้องรอดูว่ากลยุทธ์ของใครจะเข้าเป้าและโดนใจผู้ประกอบการที่สุด







