
พยากรณ์ชีวิตเศรษฐกิจบ้านเมือง
....ชาติชาย พยุหนาวิชัย
ใกล้สิ้นปีทีไร เรื่องฮอตฮิตติดกระแสไม่มีวันตกยุคก็เห็นจะเป็นเรื่องของการดูดวงเสริมชะตาราศีสำหรับปีหน้า ซึ่งเป็นปี
“กระต่ายทองคำ” ตามหลักของโหราศาสตร์จีนที่ผมไปอ่านเจอมา ปีนี้จะส่งความสำเร็จให้สำหรับผู้ที่เกิดในปีจอ ปีกุน และปีมะแม 3 ปีแห่งโชคลาภ 3 ปีแห่งโอกาสที่คนที่เกิดในปีดังกล่าวต้องเตรียมตัวเตรียมใจลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้งเพื่อความสำเร็จของตนเอง ดังนั้นใครก็ตามที่เกิดในปีนักษัตรเหล่านี้ก็ต้องเตรียมพร้อมกับการเจริญเติบโตของธุรกิจหน้าที่การงานที่จะก่อให้มีการเกื้อกูลสนับสนุน ส่งเสริมและสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นแต่นอกจากนี้ 3 ปีเสริมแล้ว ก็ยังมีปีที่จะมีผลกระทบ หรืออย่างที่เรียกว่าปีชง หรือคนไทยเรียกว่าปีปะทะ ได้แก่ คนที่เกิดในปีระกา ปีเถาะ ปีมะเมีย และปีชวด ซึ่งเป็นปีที่ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนหรือการเริ่มต้นใดๆ ควรประคับประคองตนเองให้ผ่านพ้นปีนี้ไปก่อน แต่อย่าเพิ่งตกอกตกใจกันไปนะครับ ยังพอมีวิธีแก้เคล็ดให้ท่านที่เกิดในปีชงได้เสริมดวงชะตากัน นั่นคือการให้ไปไหว้
“องค์ไท้ส่วย” เพื่อช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งไม่เป็นมงคล โดยท่านสามารถเดินทางไปไหว้สะเดาะเคราะห์ด้วยตนเองต่อเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยได้ที่วัดเล่งเน่ยยี่ทั้ง 2 แห่ง คือ ถนนเจริญกรุง และบางบัวทอง หรือวัดจีนใกล้บ้านท่านนะครับ ที่ผมนำเรื่องดวงชะตามาฝากท่านในวันนี้ ไม่ใช่ว่าท่านจะต้องเชื่อตามที่ผมบอกทั้งหมดนะครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่าถ้าไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสอะไร นี่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ท่านน่าจะไปสักการบูชา “องค์ไท้ส่วย” เพื่อเป็นมงคลชีวิต สำหรับการเริ่มต้นทั้งชีวิตครอบครัว ชีวิตการทำงานและการดำเนินธุรกิจของท่านต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้นะครับหลังจากพยากรณ์ชีวิตกันไปเป็นที่เรียบร้อย ต่อไปก็ถึงคราวพยากรณ์แนวโน้มเศรษฐกิจบ้านเราในปีหน้ากันบ้างนะครับ ช่วงนี้ถ้าท่านติดตามข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์กันเป็นประจำ ก็จะพบกับนานาทัศนะจากหลากหลายค่ายที่ได้ออกมาวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ต่อเนื่องจนถึงปีหน้ากันขนานใหญ่ ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องฮอตฮิตติดกระแสไม่แพ้เรื่องดวงเลยทีเดียว โดยเฉพาะหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้ออกมารายงานภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเดือน ต.ค. 2553 ที่สะท้อนให้เห็นว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยในหลายส่วนกำลังอ่อนแรงลง ทั้งการบริโภค การลงทุน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลผลิตสินค้าเกษตร และการส่งออก ซึ่งทำให้หลายฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ภาพดังกล่าวจะนำไปสู่การชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 เป็นแน่แท้ มิหนำซ้ำยังมีปัจจัยลบอีกหลายอย่างที่รอให้เราต้องเผชิญกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาอุทกภัย และปัจจัยการเมืองในประเทศ งานนี้เรียกได้ว่าโหมกระหน่ำส่งท้ายปีกันเลยทีเดียวครับ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินในเบื้องต้นว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ในช่วงไตรมาส 4/2553 อาจชะลอลงมาอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 (YoY) เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 6.7 ในช่วงไตรมาส 3/2553 และอัตราการเติบโตเป็นอัตรา 2 หลักในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ที่ผ่านมา โดยมีความเป็นไปได้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยอาจหดตัวลงอีกเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 7.0 (รองรับผลกระทบอุทกภัยร้อยละ 0.160.31) และน่าจะยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2554 ที่คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบประมาณร้อยละ 3.54.5 โดยอาจมีจุดต่ำสุดอยู่ในช่วงไตรมาส 1/2554 ก่อนที่จะเริ่มขยายตัวกลับมาตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2/2554 เป็นต้นไป
โจทย์ในเชิงนโยบายที่ท้าทายสำหรับทางการไทยในปี 2554 จึงอยู่ที่การประคับประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการดูแลเสถียรภาพเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง
“ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” มีบทบาทชัดเจนในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ผ่านการใช้นโยบายทางการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา และการออกมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ เพื่อดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้มีความผันผวนสูง ทางฝั่ง “รัฐบาล” ก็มีบทบาทสำคัญใน 2 ส่วนหลักๆ ประการแรก คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และการบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อ ผ่านมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและราคาพลังงาน รวมถึงมาตรการทางภาษี การสนับสนุนสภาพคล่อง และการเข้าถึงเครื่องมือในการลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดย่อมที่ขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัวจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ประการที่สอง คือ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ภาคเอกชนไทยมีความพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อม การแข่งขันในเวทีโลกภายใต้สภาวะค่าเงินบาทที่ยากที่จะกลับไปอ่อนค่าดังเช่นในอดีต รวมทั้งต้องเผชิญกับการเปิดรับการแข่งขันเสรีที่จะเข้มข้นและครอบคลุมยิ่งขึ้นไปพร้อมกับการมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เพราะเราจะเจอกันอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์สุดท้ายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผมเชื่อว่าชะตาฟ้าลิขิตมีจริง แต่ดวงก็คือดวง คำพยากรณ์จะแม่นหรือไม่แม่นไม่มีใครบอกได้ในวันนี้ แต่ที่แน่ๆ ท่านสามารถลิขิตชีวิตของตัวเองได้ อย่าเพิ่งตระหนกตกใจกับ
“คำพยากรณ์” ในวันนี้จนมีผลให้ท่านไม่เป็นอันกินอันนอน ไม่ทำมาหากินกันเลยนะครับ พยายามคิดเสียว่านี่เป็น “คำเตือนใจ” ให้ท่านใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อ ซึ่งจะนำพาให้ชีวิตของท่านได้พบกับความสุขและความสำเร็จอย่างที่ท่านตั้งใจไว้ แล้วเราจะก้าวผ่านช่วงร้ายๆ ไปพร้อมๆ กัน ผมขอเป็นกำลังใจให้นะครับ






